posttoday
โต้งปลอบขรก.เดิมย้ำได้ขึ้นเงินเดือนแน่

โต้งปลอบขรก.เดิมย้ำได้ขึ้นเงินเดือนแน่

21 กันยายน 2554

“กิตติรัตน์”ปลอบใจ “ข้าราชการ” ที่ไม่ได้ปรับค่าตอบแทนรอบนี้ “อย่าใจร้อน” ชี้รัฐบาลต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อนขยายออกไป

“กิตติรัตน์”ปลอบใจ “ข้าราชการ” ที่ไม่ได้ปรับค่าตอบแทนรอบนี้ “อย่าใจร้อน” ชี้รัฐบาลต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อนขยายออกไป

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่า การปรับเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการที่จบปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทที่จะมีผลวันที่ 1 ม.ค.2555 และบริษัทขนาดใหญ่ที่จะปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวัน จะสร้างกำลังซื้อในประเทศที่มีคุณภาพ ขณะที่ส่วนตัวเชื่อว่านักธุรกิจไม่ได้กลัวว่าค่าแรงจะถูกหรือแพง แต่กลัวว่าเมื่อให้ค่าตอบแทนเพิ่มจะคุ้มค่ากับประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานหรือไม่มากกว่า

โต้งปลอบขรก.เดิมย้ำได้ขึ้นเงินเดือนแน่ กิตติรัตน์

“รัฐบาลได้เริ่มปรับค่าตอบแทนข้าราชการวันที่ 1 ม.ค.2555 และบริษัทใหญ่ก็ทำแล้วด้วย ไม่ว่าคณะกรรมการไตรภาคีจะตัดสินใจอย่างไร”รองนายกฯกล่าว

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่เริ่มต้นด้วยการปรับเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการระดับปริญญาตรี คงไม่มีคนตั้งคำถามว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับอาชีวะหรือคนที่จบปริญญาโท-เอกจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มหรือไม่ ส่วนข้าราชการที่รู้สึกไม่พอใจที่ไม่ได้ประโยชน์ในรอบนี้ ก็ตอบว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะขยายต่อไป ขอให้ข้าราชการอย่าเพิ่งใจร้อน

เช่นเดียวกับแรงงานจำนวนหนึ่งประกาศว่าจะเดินขบวนหากวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้าไม่ได้ค่าแรง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ตนก็หารือกับคนเหล่านี้แล้วว่า ที่ผ่านมารอมาได้ตั้งนาน จะรออีกพักหนึ่งไม่ได้หรือ เพื่อให้รัฐบาลสามารถเคลื่อนหัวรถจักรรถไฟออกไปก่อน และจะตามมาด้วยการปรับเพิ่มค่าจ้างทั้งระบบ ซึ่งวันนี้บางบริษัทให้ค่าแรงเกิน 300 บาทแล้ว 

นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้สร้างประชานิยมรายกลุ่ม เช่น ค่าแรงขั้นต่ำจะไปเอาใจคนจนเมืองหรือไม่ ราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำกำลังเอาใจชาวนา นโยบายบ้านหลังแรกกำลังเอาใจคนจำนวนหนึ่งหรือทำให้เศรษฐีบ้านจัดสรรรวยขึ้น นโยบายลดภาษีนิติบุคคลเป็นนโยบายบรรษัทนิยมหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดที่ทำเพื่อเปลี่ยนสมดุลประเทศไทย

นายกิตติรัตน์ ระบุว่า ตัวเลขการส่งออก 7 เดือนปีนี้ที่ขยายตัวที่ระดับ 25.7% ซึ่งมีผลทำให้จีดีพีของไทยขยายตัว 3-4% แต่กิจกรรมเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากการส่งออกทำงานน้อยมาก โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคในประเทศ ชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการส่งออก ไม่ถูกกระจายออกไปสู่พี่น้องประชาชนทั่วไป แต่เกิดภาวะรวยกระจุก

“หากคนที่มีรายได้น้อยได้รับรายได้เพิ่ม เขาจะเป็นผู้บริโภคที่แข็งแรง เพราะรายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับการบริโภคในปัจจุบัน”นายกิตติรัตน์กล่าว

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ชี้ว่าคนที่มีรายได้มากที่สุด 20% แรกของประเทศ และคนที่มีรายได้ 20% สุดท้าย มีช่องว่างรายได้ห่างกัน 11.5 เท่า แต่หากใช้ตัวเลขเปรียบเทียบคนรวย 10% และคนจน 10% ที่อยู่ระดับล่าง จะพบว่าช่องว่างรายได้จะห่างกันอย่างน่าตกใจ ชี้ให้เห็นว่าการกระจายรายได้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาไม่ดีขึ้นเลย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก