
แจกแท็บเล็ต ป.1 คุ้ม?หนังสือเด็ก 15%ปรับรับ
การอ่านหนังสือได้ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่ความจริงจังในการสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรม
การอ่านหนังสือได้ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่ความจริงจังในการสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรม
โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนกลับไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้การสำรวจล่าสุดพบว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยลงเหลือวันละ 39 นาทีเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความกังวลใจสะท้อนออกมาจากกลุ่มนักวิชาการและผู้ผลิตหนังสือว่า การเข้ามาของแท็บเล็ตและการมีนโยบายแท็บเล็ตสำหรับเด็ก ป.1 จะยิ่งทำให้การปลูกฝังการรักการอ่านของคนไทยลดน้อยลงไปอีก
วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจะผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง อย่าหวังพึ่งภาครัฐ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการช่วยเหลือใดๆ ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่การอ่านหนังสือของคนไทยจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งแท้จริงแล้วแค่รัฐให้การสนับสนุนเป็นเงินทุนหลัก 1,000 ล้านบาท ซื้อหนังสือให้เด็กและเยาวชนได้อ่าน ก็สามารถสร้างนิสัยการอ่านในระยะยาวได้แล้ว
ขณะที่ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็มีการเสนอโครงการแท็บเล็ตสำหรับเด็ก ป.1 โดยไม่ได้พิจารณาความพร้อมของเด็กว่ามีวุฒิภาวะเหมาะสมแล้วหรือไม่ สามารถอ่านออกเขียนได้หรือยัง ซึ่งเด็กโดยเฉพาะ ป.1–3 ถือว่ายังเล็กเกินไป ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ควรเน้นปลูกฝังด้านการอ่านก่อน อีกทั้งโครงข่ายที่จะใช้สำหรับเข้าถึงแท็บเล็ตก็ยังไม่พร้อม คอนเทนต์ก็ยังไม่ชัดเจน การเร่งมีแท็บเล็ตจึงไม่เห็นประโยชน์
“เคยมีการแจกโน้ตบุ๊กสำหรับเด็กนักเรียน โดยให้ระดับ ป.4 หลายโรงเรียนใน จ.ลำปาง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลควรเข้ามาศึกษาโครงการดังกล่าว กรณีของแท็บเล็ต ป.1 ถือว่าเด็กเกินไป ระดับที่เหมาะสมควรเป็น ม.1 มากกว่า” วรากรณ์ กล่าว
วัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือครูสอนเด็กให้อ่านหนังสือไม่เป็น เท่ากับว่าต้องมีการเร่งฝึกเรื่องการอ่านให้มากขึ้น เพื่อปลูกฝังให้การอ่านเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะแจกแท็บเล็ตให้ไปใช้ ควรตั้งหลักเรื่องการอ่านให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นประโยชน์ที่เกิดกับแท็บเล็ตคงไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็ก แต่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่มากกว่า ซึ่งถ้าเป็นเด็กระดับ ม. 1 ถือว่าน่าจะเหมาะสมมากกว่า
วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับเด็ก ป.1 ถือว่าเร็วไป ควรวางรากฐานการอ่านก่อน เพราะจะเป็นทักษะในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในอนาคตซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย
ในเชิงธุรกิจ นโยบายแท็บเล็ตสำหรับเด็ก ป.1 จะกระทบกับกลุ่มหนังสือเด็กซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ของตลาดหนังสือรวม แต่กลุ่มแรกที่มีผลก่อนคือ กลุ่มหนังสือเรียน ที่ยอดขายจะลดลงอย่างแน่นอน โดยในไทยมีสำนักพิมพ์หนังสือเรียนหลักๆ ประมาณ 67 ราย น่าจะใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว นำเนื้อหาต่างๆ มาพัฒนาเป็นคอนเทนต์อยู่บนแท็บเล็ตได้ ส่วนสำนักพิมพ์หนังสือเด็กรายย่อยก็ต้องเร่งปรับตัวรับมือโดยเร็ว
ทั้งนี้ ทางสมาคมได้ทำหนังสือขอนัดพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โดยจะเข้าไปเสนอให้มีการผลักดันนโยบายส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง และจะเสนอให้มีนโยบายช่วยเหลือให้สามารถนำเงินซื้อหนังสือหักลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับกรณีของรถยนต์และบ้าน
สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตและประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า จากการสำรวจของสวนดุสิตโพลจากกลุ่มตัวอย่าง 809 คน พบว่า 41% เห็นว่าแท็บเล็ตมีผลเชิงบวกต่อการเรียน การพัฒนาของเด็ก แต่ในระดับใกล้กันคือ 39% เห็นว่าเป็นผลเชิงลบ อาจทำให้เด็กสนใจเรียนน้อยลง โดยหันไปสนใจเกมหรือคอนเทนต์ความบันเทิงอื่นๆ มากกว่า
อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่า 47% เห็นว่าการมีแท็บเล็ตเป็นเรื่องที่ดี ช่วยให้เด็กสามารถค้นคว้าหาความรู้ หาข้อมูลได้ตลอดเวลา เป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อการศึกษา รวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น สะดวกในการพกพา เป็นช่องทางนอกเหนือจากหนังสือ แต่ในทางตรงข้าม 42% ก็เห็นว่าอาจเกิดการนำแท็บเล็ตไปใช้ผิดประเภท ใช้เพื่อความบันเทิงมากกว่า จนไม่สนใจการเรียน ซึ่งประเด็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์นี้ถือเป็นปัญหาหลัก ขณะประเด็นรอง เช่น เป็นอุปกรณ์ราคาสูง สิ้นเปลือง อาจชำรุดเสียหาย ทักษะการเขียนของเด็กจะลดลง
ภาพรวมทั้งหมดจึงน่าจะมีการประเมินผลว่าแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ยังได้คุ้มเสียอยู่หรือเปล่า







