posttoday
จากอี-กอฟฯ ถึงสมาร์ต ไทยแลนด์ เหล้าเก่าในขวดใหม่รัฐบาลชินวัตร

จากอี-กอฟฯ ถึงสมาร์ต ไทยแลนด์ เหล้าเก่าในขวดใหม่รัฐบาลชินวัตร

20 กันยายน 2554

แนวคิดการพัฒนาประเทศสู่ “สมาร์ต ไทยแลนด์” ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

แนวคิดการพัฒนาประเทศสู่ “สมาร์ต ไทยแลนด์” ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

หรือไอซีที ภายใต้การนำของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ หนึ่งในรัฐมนตรีป้ายแดงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการนำไอทีเข้ามาพัฒนาบริการต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนในระดับท้องถิ่น และลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี หรือดิจิตอล ดีไวด์ เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลได้ใช้บริการที่ทัดเทียมกับคนเมือง ทั้งบริการด้านการศึกษา การแพทย์ การบริการภาครัฐ ที่ต้องให้บริการได้แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือ วัน สต็อป เซอร์วิส

แม้ดูจากภายนอกแล้ว นโยบาย สมาร์ต ไทยแลนด์ จะเป็นชื่อใหม่และดูไฉไลกว่าเดิมเข้ากับยุคที่โทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟนครองเมือง แต่หากพิจารณาลงลึกในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า สมาร์ต ไทยแลนด์ ไม่ได้แตกต่างอะไรจากนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี กอฟเวิร์นเมนต์ ในยุคตั้งต้นกระทรวงไอซีที ที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นั่งเก้าอี้ รมว.ไอซีทีคนแรก ภายใต้รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยนามสกุลของนายกรัฐมนตรีที่เหมือนกันหรือเปล่า ที่เป็นเหตุให้นโยบายการพัฒนาประเทศด้านไอซีทีถอดแบบเดียวกันมาขนาดนี้

 

จากอี-กอฟฯ ถึงสมาร์ต ไทยแลนด์ เหล้าเก่าในขวดใหม่รัฐบาลชินวัตร

อย่างไรก็ตาม เหล้าเก่าในขวดใหม่ของไอซีทีครั้งนี้ ใช่จะเป็นเรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้น เพราะจนถึงทุกวันนี้ โครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่วางรูปแบบว่าจะพัฒนาสู่ 5 อี คือ รัฐบาล การศึกษา สังคม อุตสาหกรรม และพาณิชย์

จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง เพื่อบรรจุไว้ในบัตรประชาชนอเนกประสงค์ หรือสมาร์ตการ์ด ซึ่งจะทำให้บัตรใบนี้เป็นบัตรอัจฉริยะสมดังชื่อบัตร และเป็นบัตรผ่านในการติดต่อใช้บริการภาครัฐ

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น สมาร์ตการ์ด ก็คือบัตรแถบแม่เหล็ก ที่แต่งตัวใหม่ด้วยการฝังชิปเซตความจุถึง 32 กิกะไบต์ แต่ข้างในนั้นว่างเปล่า และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ประชาชนก็ยังได้รับบริการแย่ๆ จากหน่วยงานรัฐเช่นที่ผ่านมา

ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้รับบริการที่ไม่เท่าเทียมกับคนเมือง บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเป็นเพียงการขายฝันลมๆ แล้งๆ เพราะในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐยังเกี่ยงกันที่จะให้บริการ และเหยียดหยามประชาชนที่เดินเข้าไปใช้บริการไม่ตรงสถานที่ ที่สำคัญแต่ละหน่วยงานยังคงหวงฐานข้อมูลของตัวเอง พร้อมเลือกที่จะเก็บไว้โดยที่ไม่นำมาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ

น.อ.อนุดิษฐ์ รมว.ไอซีที ยุค สมาร์ต ไทยแลนด์ กล่าวว่า การที่แต่ละหน่วยงานเลือกที่จะลงทุนโครงข่ายการให้บริการและเก็บฐานข้อมูลของตัวเอง ถือเป็นอุปสรรคร้ายแรงที่ทำให้การดำเนินงานในรูปแบบริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ไม่ประสบความสำเร็จ และเป็นภารกิจสำคัญที่ไอซีทีชุดนี้จะต้องดำเนินการให้ได้

“ทุกวันนี้ประเทศไทยมี ดาร์ก ไฟเบอร์ หรือโครงข่ายที่ไม่ได้ใช้งานอยู่มาก ซึ่งก็มาจากการที่หน่วยงานรัฐลงทุนซ้ำซ้อนกันเอง คือ ทำทั้งโครงข่าย มีทั้งข้อมูล ผลสุดท้ายโครงข่ายก็ไม่ดี ข้อมูลก็ไม่เวิร์ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่ต้องเสียงบประมาณของประเทศโดยใช่เหตุ” รมว.ไอซีที กล่าว

สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงไอซีทีเพื่อมุ่งสู่สมาร์ต ไทยแลนด์ นั้น คือต้องมีหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ดูแลงบประมาณ การลงทุน และการติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนอย่างที่ผ่านมา และไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างถนนที่เป็นโครงข่ายหลัก แต่เน้นกระจายโครงข่ายให้เข้าถึงบ้าน หรือลาสต์ไมล์ ครอบคลุมทั่วประเทศให้ได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะไอซีทีต้องไปเจรจากับหน่วยงานต่างๆ ให้ยอมนำโครงข่ายและงบลงทุนที่มีอยู่มารวมไว้ที่ส่วนกลางให้ได้ ซึ่งจุดนี้เองที่ รมว.ไอซีที ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่หากทำได้ ภาพของสมาร์ต ไทยแลนด์ ก็จะเกิดขึ้นได้จริงเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นอี-กอฟเวิร์นเมนต์ของรัฐบาลผู้พี่ หรือ สมาร์ต ไทยแลนด์ ของรัฐบาลผู้น้อง แต่คนวางกลยุทธ์สุดท้ายก็คือคนเดียวกัน จึงต้องรอดูกันต่อไปว่า สมาร์ต ไทยแลนด์ จะเข้ามาอุดช่องโหว่ เติมเต็มช่องว่างของอี-กอฟฯ ที่ล้มเหลวมาก่อนหน้าได้มากน้อยเพียงไร และสุดท้าย ดิจิตอล ดีไวด์ ที่ว่า จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำขยับให้คนเมืองกับชนบทใกล้กันมากขึ้น หรือจะกลายเป็นช่องว่างทางเทคโนโลยีที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มอยู่ดี

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก