
เอดีบีมองเศรษฐกิจไทยหด
ในรอบสัปดาห์นี้ แวดวงการเงินเริ่มหันมาจับตามองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
ในรอบสัปดาห์นี้ แวดวงการเงินเริ่มหันมาจับตามองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
หลังภาวะเงินเฟ้อและปัญหาน้ำท่วมเริ่มส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้า
ล่าสุด ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้เหลือ 4% จากเดิมที่เคยมองไว้เมื่อเดือน เม.ย. ที่ 4.5% และในปี 2555 ลดการขยายตัวของจีดีพีเหลือ 4.5% จากเดิม 4.8%
เอดีบี มองว่าไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยในต่างประเทศที่ประเทศคู่ค้าของไทยยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกไทยเริ่มชะลอบวกกับปัญหาน้ำท่วม และแนวโน้มเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ที่เริ่มกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้การบริโภคในประเทศลดลง โดยรอบนี้เอดีบีได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่จากเดิมที่คาดไว้ 3.5% เพิ่มเป็น 3.8% และปีหน้าจาก 3% เพิ่มเป็น 3.2% เพราะมองว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมีผลต่อเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ เอดีบี ยังมองว่าสถานการณ์เช่นนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นได้อีก เพราะดอกเบี้ย ที่แท้จริงยังติดลบ และแนวโน้มเงินเฟ้อยังสูงขึ้นได้อีก แต่ก็เชื่อว่า กนง.จะพิจารณาถึงผลกระทบด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจด้วย และหากเศรษฐกิจโลกได้รับผลจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปแย่ลงมาก กนง.อาจต้องปรับทิศทางการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยก็เป็นได้
ด้านประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่ามองแนวโน้มจีดีพีไทยใกล้เคียงกับประมาณการของเอดีบี แต่ ธปท.จะพิจารณาปรับลดคาดการณ์จีดีพีหรือไม่ ต้องรอการประเมินครั้งหน้าที่จะแถลงในวันที่ 28 ต.ค.นี้ แต่ในขณะนี้ยอมรับว่าความเสี่ยงของผลกระทบเศรษฐกิจในต่างประเทศต่อไทยมีมากขึ้น
และจากแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ธปท.ก็เริ่มส่งสัญญาณความเป็นห่วงภาวะหนี้เสียออกมาด้วย สะท้อนได้จากการออกประกาศสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่เข้าข่ายจะเรียกคืนหนี้ไม่ได้ ด้วยการสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ บุคคลที่ถูกฟ้องล้มละลาย รายได้ต่ำ มีอาชีพไม่แน่นอนชัดเจน ให้กลุ่มลูกค้าที่มีมากขึ้น หากปล่อยจะต้องดูมูลค่าหลักประกัน หรือบุคคลค้ำประกันหนี้ให้เหมาะสม เพราะถ้าละเลย ธปท.อาจจะสั่งเพิ่มการกันสำรองหนี้ได้
จากสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นที่ ธปท.ส่งถึงตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม ที่น่าจับตามองคือธนาคารออมสินที่ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าเงินกู้สวนทางกับตลาด โดยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุดที่ 0.45% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้นเพียง 0.125% ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์อยู่ที่ 7.25% และดอกเบี้ยเอ็มโออาร์อยู่ที่ 7.5% ต่อปี
ด้านภาวะการคลัง รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอแผนรายจ่ายในงบประมาณปี 2555 ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกรอบงบประมาณรายจ่ายในวงเงิน 2.33 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้ 1.98 ล้านล้านบาท และเป็นงบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดดุลเท่ากับปีงบประมาณ 2554
ทั้งนี้ การเพิ่มประมาณการรายได้ 2 หมื่นล้านบาท จาก 1.96 ล้านล้านบาท เป็น 1.98 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นการปรับเพิ่มประมาณการรายได้ภาษีของกรมสรรพากร และอาจจะจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มด้วย ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ยืนยันว่าการใช้จ่ายในงบประมาณต้องเป็นโครงการที่คุ้มค่า มีผู้ได้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นโครงการมี ความพร้อมที่จะปฏิบัติทันที และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค
จากกรอบประมาณการรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 2 หมื่นล้านบาท จึงเริ่มเห็นสัญญาณการชงขึ้นภาษีดะ เพื่อหารายได้เพิ่มมาใช้ในการดำเนินนโยบายที่หว่านไว้มากมายตอนหาเสียง เริ่มตั้งแต่กรมสรรพสามิตที่ตื๊อรัฐบาลขอขึ้นภาษียกแผงเพื่อหารายได้เพิ่ม 4.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิม 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและขยายฐานภาษี
แต่แว่วๆ มาว่ากรมสรรพสามิตจะเสนอให้ปรับขึ้นภาษีบาป อาทิ ภาษีสุรา ยาสูบ เบียร์ ไวน์ รวมถึงภาษีรถกระบะที่จะเสนอให้เก็บภาษีเพิ่มเป็น 5% จากเดิม 3% และขึ้นภาษีรถยนต์ดัดแปลงจาก 12% เป็น 15% ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท คงต้องจับตาต่อไปว่ารัฐบาลนี้จะยอมให้จัดเก็บภาษีเหล่านี้หรือไม่ เพราะสวนทางกับนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
แถมขณะนี้รัฐบาลยังมีภาระรายจ่ายรอไว้แล้ว หลังจากสั่งให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการอีกคนละ 1,000 บาท
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลน่าจะมีช่องทางหารายได้มาโปะการดำเนินนโยบายประชานิยมได้ไม่ยากนัก เพราะได้ส่งคนสนิทอย่างเบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวงการคลัง เข้าไปดูแนวทางการหารายได้สลากบ้างแล้ว ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ต้องจับตาดูว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหม่เป็นครั้งแรก จะผลักดันโครงการจำหน่ายสลากออนไลน์ต่อได้ทันสิ้นปีนี้หรือไม่ และจะจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 4 หมื่นเล่ม หรือ 4 ล้านฉบับ ที่โควตาเดิมกำลังจะหมดอายุสัญญาลงในงวดสิ้นเดือน ก.ย.นี้อย่างไร
ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากแรงขายต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาหนี้ยูโรโซน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,033.34 จุด ลดลง 2.73% จากสัปดาห์ก่อน โดยมีนักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ส่วนนักลงทุนต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ







