posttoday
เดือดร้อนจากการถูกออกหมายเรียก

เดือดร้อนจากการถูกออกหมายเรียก

15 กันยายน 2554

ปัจจุบันมีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจรเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันมีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจรเป็นจำนวนมาก

โดย..เดชา กิตติวิทยานันท์ 

และได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน ซึ่งด้านหลังหมายอาจมีข้อความ เช่น คำเตือนว่าอาจมีโทษจำคุกถ้าไม่มาตามนัด จนทำให้เกิดความกลัว

เรื่องแบบนี้เคยมีคดีขึ้นสู่ศาลว่า ผู้ได้รับหมายเรียกไปฟ้องศาลว่าการออกหมายเรียกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีลักษณะข่มขู่ ทำให้เสียเวลา ขาดรายได้ทำมาหากิน ต้องหยุดงานไปพบพนักงานสอบสวนมาแล้ว

คดีนี้ผู้ที่ไปฟ้องประกอบอาชีพเป็นทันตแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้วินิจฉัยคดีลักษณะดังกล่าวว่า อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม มิใช่ศาลปกครอง ดังนั้นถ้าใครได้รับความเดือดร้อนจากการได้รับหมายเรียกของพนักงานสอบสวนต้องไปฟ้องที่ศาลยุติธรรม ไม่ใช่ฟ้องที่ศาลปกครองนะครับ

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 6/2545

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ข้อเท็จจริงในคดีโดยย่อ

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2544 นาย ว. โดยนาง ก. ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร้อยตำรวจเอก ช. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวิภาวดีต่อศาลปกครองกลาง อ้างว่าการออกหมายเรียกของร้อยตำรวจเอก ช. ที่สั่งให้นาย ว. ไปพบ ณ สถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี ในวันที่ 19 มี.ค. 2544 เวลา 12.00 นาฬิกา เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในหมายเรียกมิได้แจ้งเหตุแห่งการออกหมายว่าจะเรียกไปสอบปากคำในคดีอาญาเรื่องใดตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 53 และมีข้อความอันมีลักษณะเป็นการข่มขู่ให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่เสรีภาพและทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 และมาตรา 157

ประกอบกับการสอบปากคำไม่ได้กระทำในเวลาอันสมควร ไม่เป็นกลาง และกระทำไปโดยจูงใจให้รับสารภาพว่านาย ว. เป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 อันขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 และมาตรา 234 ซึ่งการไปให้ปากคำตามหมายเรียกดังกล่าวทำให้นาย ว. ขาดรายได้จากการประกอบอาชีพทันตแพทย์ ณ โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในวันที่ 19 มี.ค. 2544 เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ในวันที่ 19 มี.ค. 2544 เป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มี.ค. 2544 จนถึงวันชดใช้เสร็จ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือเพิกถอนการออกหมายเรียกที่มีขึ้นในครั้งหลังด้วย

ในระหว่างพิจารณาศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองกลางจึงส่งความเห็นไปให้ศาลแขวงพระนครเหนือจัดทำความเห็นตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542

ศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่าคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ขอให้เพิกถอนหมายเรียกและส่วนที่เรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่าส่วนแรกไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือที่จะพิจารณา สำหรับในส่วนที่สองคือ ส่วนที่เรียกค่าเสียหายนั้นเห็นว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การฟ้องขอให้ระงับหรือเพิกถอนหมายเรียกของพนักงานสอบสวนในคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับการนี้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

ดังนั้น แม้การออกหมายเรียกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีโดยตรง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรม ด้วยเหตุนี้การเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการออกหมายเรียกดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรมเช่นกัน

อนึ่ง ประเด็นเรื่องเรียกค่าเสียหายนี้ ทั้งศาลปกครองกลางและศาลแขวงพระนครเหนือเห็นพ้องต้องกันว่า คำฟ้องส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่เป็นการขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยชี้ขาด

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีฟ้องขอให้เพิกถอนระงับหมายเรียกพยานในคดีอาญาระหว่างนาย ว. ผู้ฟ้องคดี กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร้อยตำรวจเอก ช. ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ศาลที่มีเขตอำนาจได้แก่ ศาลแขวงพระนครเหนือ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน