
บ้านปู เน้นคุถณภาพมากกว่าปริมาณ
แม้ว่าการเดินทางไปยังเหมืองอินโดมินโคบอนตัง จะต้องนั่งเครื่องบินถึง 3 เที่ยวด้วยกัน
แม้ว่าการเดินทางไปยังเหมืองอินโดมินโคบอนตัง จะต้องนั่งเครื่องบินถึง 3 เที่ยวด้วยกัน
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
แม้ว่าการเดินทางไปยังเหมืองอินโดมินโคบอนตัง จะต้องนั่งเครื่องบินถึง 3 เที่ยวด้วยกัน
นับจากกรุงเทพฯ ไปจาการ์ตา จากเมืองจาการ์ตาไปปาลิกปันปัน และต้องนั่งเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ไปเมืองบอนตัง จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก แทนการเดินทางด้วยรถยนต์นานถึง 56 ชั่วโมง ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะได้หัวหน้าทีม “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” พาไปดูเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบ้านปู พร้อมนำเสนอการดำเนินธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซีย และยังตอบคำถามทุกเรื่องอีกด้วย
บ้านปูได้เริ่มดำเนินธุรกิจถ่านหินเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2526 หลังจากสำรวจปริมาณถ่านหินในประเทศไทยแล้วพบว่ามีน้อยมาก จึงเริ่มเข้าไปสำรวจและพัฒนาแหล่งถ่านหินครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซียบนเกาะสุมาตราในปี 2534 ต่อมาในปี 2539 เข้าซื้อกิจการเหมืองโจร่ง บนเกาะกาลิมันตันเป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่ประเทศอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่กว่าเหมืองแห่งนี้จะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ก็ตกไปปี 2541 ด้วยกำลังการผลิตเต็มที่จำนวน 3 ล้านตันต่อปี
นับว่า บริษัท บ้านปู เติบโตเร็วมาก และขยายการลงทุนไม่หยุดหย่อน โดยใช้เวลาเพียง 2 ปี ในปี 2545-2547 บริษัทได้เข้าไปถือครองแหล่งถ่านหินเพิ่มอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย เหมืองอินโดมินโค เหมืองคิตาดินเอ็มบาลุต เหมืองทรูบาอินโด และเหมืองบารินโต ทำให้เป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของอินโดนีเซีย มีกำลังการผลิตในขณะนั้นประมาณ 12-13 ล้านตัน
จุดเริ่มต้นของการลงทุนที่ดี ที่มีการเน้นการผลิตถ่านหินที่มีคุณภาพดี หรือมีความร้อนสูง ประเภทบิทูมินัสเกือบทั้งหมด ยกเว้นเหมืองโจร่ง ที่มีซับบิทูมินัสปะปนมา ทำให้บ้านปูมีรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินสำหรับการลงทุนในระยะยาว หลังจากบริษัทได้จัดโครงสร้างเหมืองต่างๆ มารวมอยู่ในโฮลดิงเดียวกัน จัดตั้งบริษัท พีที อินโด ทัมบันกรายา เมกาห์ ทีบีเค หรือ ITM ขึ้นมาในปี 2550 และสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในเดือน ธ.ค.
ทั้งนี้ บริษัท ITM มีผลการดำเนินงานที่ดีและยังจ่ายผลตอบแทนคืนบ้านปูถึง 75% ของกำไรสุทธิ ทำให้บริษัทนำไปขยายการลงทุนในประเทศจีน ลาว ออสเตรเลีย และไทย ในธุรกิจโรงไฟฟ้าและท่าเรือ เพื่อต่อยอดและกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ
ปัจจุบันบ้านปูถือหุ้นในสัดส่วน 65% ใน ITM มีกำลังการผลิตประมาณ 25 ล้านตัน จากปริมาณถ่านหินสำรวจพบ (Coal Resources) รวมประมาณ 1,629.29 ล้านตัน และมีปริมาณถ่านหินสำรอง (Coal Reserves) จำนวน 324.96 ล้านตัน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2554
บ้านปูทุ่มน้ำหนักการลงทุนในอินโดนีเซีย ที่เหมือง “อินโดมินโค” มีการผลิตสูงที่สุดจำนวน 15 ล้านตัน มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนของบริษัท PAMA ที่บริษัทว่าจ้างให้เป็นบริษัทผู้รับเหมา ส่วนพนักงานของ ITM ยังมีไม่มากนัก ซึ่งเหมืองที่ไปเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นเหมืองที่ 12 เป็นหนึ่งใน 11 บ่อเหมือง ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 7,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร แต่มีการพัฒนาประมาณ 50%
ขณะที่ผลผลิตรวมที่เหมืองอินโดนีเซียก็เพิ่มขึ้นทุกปี จากปีก่อนอยู่ที่ 22 ล้านตัน คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มเป็น 27.6 ล้านตัน โดยเหมืองบารินโตที่มีการพัฒนามาหลายปี จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปีนี้ จำนวน 0.2 ล้านตัน และจะเป็นเหมืองที่มีอนาคตยาวที่สุด ซึ่งสอดรับกับแผนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว 5 ปี (2554-2558) ที่ต้องการให้ธุรกิจถ่านหินมีสัดส่วนประมาณ 90% ของมูลค่ากิจการโดยรวม จึงเพิ่มงบลงทุนรวมในอินโดนีเซียเป็น 372 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ตั้งงบไว้ที่ 189 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มคุณภาพของถ่านหินให้ค่าความร้อนเฉลี่ย 6,2006,300 กิโลแคลอรี
ด้านลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ก็มีความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นทุกปี คาดว่าลูกค้าที่จีนสั่งซื้อแซงหน้าญี่ปุ่น เพราะกระแสไฟฟ้าขาดแคลนมาก ส่วนที่อินเดียก็โตเร็วมาก แต่เป็นการซื้อถ่านหินคุณภาพต่ำ ขณะที่ลูกค้าอิตาลีต้องการถ่านหินคุณภาพสูง และที่อินโดนีเซียมีทั้งคุณภาพสูง กลาง ต่ำ โดยที่ฮ่องกงบริษัทขายให้ลูกค้าที่ผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 ราย ญี่ป่น 56 ราย ใช้คุณภาพสูง และที่เกาหลีใต้ 4 ราย ต้องการถ่านหินคุณภาพกลางถึงสูง คาดว่าแนวโน้มความต้องการถ่านหินคุณภาพสูงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กว่าจะเข้าไปได้
แต่การจะเข้าไปลงทุนเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียได้ มีขั้นตอนมากมาย ทั้งการขอใบอนุญาตและการตรวจสอบคุณภาพจากหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางและท้องถิ่น ขณะเดียวกันต้องมีการจัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับชุมชน บริษัทจะต้องจัดเก็บน้ำบริเวณใกล้เคียงมาวัดคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทได้รับใบรับรองมาตรฐานจากการจัดการสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ ISO 14001:2004 และได้รับการประเมินอยู่ในระดับสีเขียว หมายความว่าปฏิบัติได้สูงกว่าที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทยังมีการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาชุมชน ทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ชุมชนและบริษัท
ทั้งนี้ อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และมีการวัดคุณภาพจากส่วนกลางด้วย ตามเกณฑ์ประเมิน 5 ระดับ โดยใช้สีเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ สีดำ (ไม่ปฏิบัติตาม) สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีทอง (ปฏิบัติตามสูงกว่าที่กำหนด)
“เราไม่เน้นเรื่องปริมาณผลิต แต่จะเน้นเรื่องคุณภาพ เพราะมีปัญหาในการขอใบอนุญาต ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด”
ท่าเรือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
สำหรับเหมืองอินโดมินโคเป็นเหมืองแบบเปิด ดำเนินการด้วยรถขุดและรถบรรทุกเทสำหรับขนขุดหน้าดินและถ่านหิน ขนส่งโดยใช้อุปกรณ์เครื่องโปรยถ่านหินแบบคู่ในการลำเลียงถ่านหินไปยังลานกองเก็บ หลังจากนั้นจะขนส่งด้วยรถบรรทุกและสายพานไปยังลานเก็บที่ท่าเรือบอนตัง เพื่อลำเลียงและส่งมอบให้ลูกค้าที่นำเรือมารับของเอง แต่จะต้องผ่านขั้นตอนผสมและทุบให้ถ่านหินมีขนาดเล็กตามที่ลูกค้าต้องการเสียก่อน
สำหรับท่าเรือบอนตัง ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเกาะกาลิมันตัน ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากจะต้องขนถ่ายและส่งมอบถ่านหินตรงเวลาและให้เร็วที่สุด คาดว่าไม่เกิน 7 วัน เพื่อทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง ปีนี้สามารถวัดความต่อเนื่องส่งถ่านเข้าสายพานจำนวน 2,900 ตันต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนทำได้ 2,500 ตันต่อชั่วโมง บริษัทจึงต้องมีการลงทุนและใช้เทคนิคใหม่ๆ ในการขนถ่ายและผสมได้ด้วย โดยมีระบบควบคุมและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ถึงเวลานี้ บริษัท ITM ของบริษัท บ้านปู มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ถึงขนาดมีคนมาเร่ขายเหมืองและมีอำนาจในการต่อรองซื้อกิจการมากขึ้น และด้วยคุณภาพสินค้าคับแก้ว ตอบสนองความต้องการลูกค้ารายใหญ่ของโลกได้ ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคดีขึ้น ทำให้อนาคตของบ้านปูยังสามารถเติบโตได้อีกไกล







