posttoday
เมอเวนพิครุกไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียม

เมอเวนพิครุกไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียม

14 กันยายน 2554

‘เมอเวนพิค’ รุกหนักไตรมาส 4 ตลาดไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมรับหน้าขายท่องเที่ยว เล็งผุดช่องทางขายใหม่เพิ่ม สบโอกาสคนไทยยังบริโภคไอศกรีมต่ำ1.7ลิตรต่อคนต่อปี

‘เมอเวนพิค’ รุกหนักไตรมาส 4 ตลาดไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมรับหน้าขายท่องเที่ยว เล็งผุดช่องทางขายใหม่เพิ่ม สบโอกาสคนไทยยังบริโภคไอศกรีมต่ำ1.7ลิตรต่อคนต่อปี

นายพีรภูมิ ปราบอริพ่าย ผู้จัดการประจำประเทศไทย ไอศกรีมเมอเวนพิค บริษัทเนสท์เล่(ไทย) เปิดเผยว่าในไตรมาส4ปีนี้ บริษัทวางแผนทำตลาดเชิงรุกไอศกรีมเมอเวนพิค เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย และเป็นหน้าขายสินค้าไอศกรีมเมอเวนพิค ซึ่งเป็นไอศกรีมระดับซูเปอร์พรีเมียม นำเข้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งชาวต่างชาติรู้จักแบรนด์สินค้าไอศกรีมดังกล่าว เป็นอย่างดี

ล่าสุดเปิดตัว 2 รสชาติใหม่ คือ พิสทาชิโอ และ รัมเรซิน จับกลุ่มเป้าหมายหลักผลิตภัณฑ์ไอศกรีมเมอเวนพิค แบ่งสัดส่วนกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในประเทศ 80% และชาวไทย 20% ที่รู้จักไอศกรีมเมอเวนพิคเป็นอย่างดี หลังจากทำตลาดในประเทศไทยครบ 3ปี ในปัจจุบัน โดยแนวทางการทำตลาดในปีนี้จะมุ่งขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20% ผ่านช่องทางการทำตลาดใหม่ๆเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค อาทิ สื่อสังคมออนไลน์ หรือ เฟซบุ๊ค เป็นต้น 

จากปัจจุบันบริษัท ทำตลาดไอศกรีมเมอเวนพิค ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ 1.กลุ่มโรงแรมระดับ4-5 ดาว ที่ครบคลุมมากกว่า 100 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 50% จากปัจจุบันมีโรงแรมระดับนี้ราว 800 แห่ง, 2.กลุ่มร้านอาหารระดับบน(ไฮเอนด์)สัดส่วน 30%  และ 3.กลุ่มร้านค้าปลีก ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ระดับบนเช่นกันที่ปัจจุบันเปิดให้บริการรวม 20 สาขา หรือสัดส่วน 20%

“บริษัท ยังเปิดให้บริการไอศกรีมเมอเวนพิค ในรูปแบบคิออสค์ มีขนาดพื้นที่50 ตร.ม. ในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต จำนวน 2 จุด และอื่นๆ  ป็นต้น โดยวางแผนขยายเปิดให้บริการเพิ่มอีก 1จุดปีนี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ จากปัจจุบันแบ่งสัดส่วนรายได้มาจากตลาดในต่างจังหวัดราว 60% และกรุงเทพฯราว 40%” นายพีรภูมิ กล่าว

ขณะที่ภายใน 5 ปีนับจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเปิดให้บริการ ร้านไอศกรีมเมอเวนพิคโดยเฉพาะ จะมีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. รองรับได้8โต๊ะ หรือประมาณ 50 ที่นั่ง คาดใช้งบลงทุนเฉลี่ยต่อสาขา2-3 ล้านบาท โดยจะเลือกในทำเลที่มีศักยภาพจากกำลังซื้อ และภายใน 3 ปีนับจากนี้บริษัทคาดรายได้จะปรับสัดส่วนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว 70% และชาวไทย 30% โดยในปี2555 วางแผนขยายจุดขายรวมทุกช่องทางเพิ่มขึ้นอีก 100 จุด และร้านซูเปอร์มาร์เก็ต 10แห่ง

เนื่องจากบริษัท ยังเห็นโอกาสอยู่มากในการทำตลาดไอศกรีมในประเทศไทย จาก3ปีก่อนคนไทยบริโภคไอศกรีมต่อคนต่อปีเฉลี่ย 1.3 ลิตร และปัจจุบันเพิ่มเป็น 1.7ลิตร ต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียอยู่ที่ 3 ลิตรค่อคนต่อปี และในประเทศแถบยุโรปราว 6 ลิตรต่อคนต่อปี และออสเตรเลียสูงสุดเฉลี่ย 12 ลิตรต่อคนต่อปี   จากมูลค่าตลาดรวมไอศกรีมประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5หมื่นล้านบาท เติบโตราว 20% เป็นสัดส่วนเดียวกับไอศกรีมระดับซูเปอร์พรีเมี่ยม มีมูลค่าตลาดประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นประเภทโฮมเมด 30% และเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ 70%

สำหรับสิ้นปีนี้บริษัทคาดจะมียอดขายเติบโตถึง 100% เทียบกับปีที่ผ่านมา หากไม่มีปัจจัยลบจากการกระแสข่าวลือการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในภาคใต้ของประเทศ ที่กระทบความกังวลของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาพักผ่อนในไทย จากเมื่อ 7-8เดือนแรกปีนี้ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายเติบโตถึง70% เกินเป้าที่วางไว้อยู่ที่ 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา

               

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก