posttoday
ยุคทองบี-คาร์/ปิกอัพ4ประตูรับนโยบายรถคันแรก

ยุคทองบี-คาร์/ปิกอัพ4ประตูรับนโยบายรถคันแรก

14 กันยายน 2554

ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศนโยบายรถยนต์คันแรกออกมาอย่างเป็นทางการ

ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศนโยบายรถยนต์คันแรกออกมาอย่างเป็นทางการ

โดยนโยบายนี้เป็นการคืนภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่อยู่ในโครงการนี้ คือ รถยนต์นั่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี และรถกระบะ ทั้งแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาท

การคืนภาษีสรรพสามิตดังกล่าว ส่งผลให้ “ราคา” ของรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้มีราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าการคืนภาษีนั้นจะคืนหลังจากที่มีการครอบครองรถยนต์ไปแล้ว 1 ปีก็ตาม

เริ่มตั้งแต่กลุ่มรถยนต์นั่งอีโคคาร์ที่มีเครื่องยนต์ 1200 ซีซี เสียภาษีสรรพสามิตที่ 17% ของราคาหน้าโรงงาน ก็จะได้คืนภาษีคันละประมาณ 44.5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นของอีโคคาร์

ขณะที่กลุ่มรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ 1500 ซีซี หรือที่เรียกว่า บีคาร์ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในตลาดรถยนต์นั่ง เสียภาษี 25% ก็จะได้คืนภาษี 9 หมื่น–1 แสนบาท

ยุคทองบี-คาร์/ปิกอัพ4ประตูรับนโยบายรถคันแรก

 

กลุ่มสุดท้าย ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่ได้คืนภาษีได้แก่ กลุ่มรถยนต์ปิกอัพทุกประเภท คือ รถกระบะ 2 ประตู หรือซิงเกิลแค็บ คิงแค็บ เสียภาษี 3% แต่หากเป็นรถกระบะ 4 ประตู หรือดับเบิล แค็บ จะเสียภาษี 12% ดังนั้นในส่วนของกระบะ 2 ประตู จะได้ภาษีคืนประมาณกว่า 9,0001.2 หมื่นบาท ส่วนรถดับเบิลแค็บได้เงินภาษีคืนประมาณ 66.5 หมื่นบาท

วัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ บอกว่า การกำหนดกลุ่มรถที่อยู่ในนโยบายรถคันแรก ทำให้มีรถยนต์ในกลุ่มนี้ประมาณ 6 หมื่นคันต่อเดือน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นรถปิกอัพ 3 หมื่นคัน เป็นซิงเกิลแค็บและคิงแค็บ 2.5 หมื่นคัน ปิกอัพ 4 ประตู 7,500 คัน และอีโคคาร์ 7,000 คัน บีคาร์ 1.5 หมื่นคัน

สาระสำคัญอยู่ที่ เมื่อมีการคืนภาษีเกิดขึ้น จะทำให้โครงสร้างราคารถยนต์ระหว่างรถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์ในกลุ่มบี เซ็กเมนต์ ขยับมาใกล้กันมากขึ้น จากเดิมที่ราคารถยนต์ระหว่างรถทั้งสองประเภทนี้จะห่างกันกว่า 1 แสนบาท ก็จะลดลงเหลือประมาณ 56 หมื่นบาทเท่านั้น หรือราคาระหว่างรถปิกอัพ 4 ประตู กับรถปิกอัพ คิงแค็บ ที่มีราคาห่างกันเกือบ 1 แสนบาท ก็จะห่างกันเพียง 45 หมื่นบาทเท่านั้น

เมื่อระยะห่างระหว่างราคาเปลี่ยนไป แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างแน่นอน โดยลูกค้าจะปรับพฤติกรรมมามองที่ความคุ้มค่า หลังจากที่ผ่านมารถแต่ละประเภทถูกแบ่งด้วยราคาที่แตกต่างกัน

แต่เมื่อราคาที่เคยเป็น “เส้นแบ่ง” ถูกลดความห่างลง แน่นอนว่าลูกค้าที่เคยมองรถอีโคคาร์ก็ต้องเริ่มหันมามองรถในกลุ่มบีคาร์มากขึ้น เพราะเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย ก็จะได้รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า เครื่องแรงกว่า และอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือ เท่กว่า ดูมีฐานะกว่า

ดังนั้น ในช่วง 15 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554-31 ธ.ค. 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่ประกาศใช้นโยบาย น่าจะเห็นยอดจำหน่ายของกลุ่มบีคาร์และปิกอัพ 4 ประตูเติบโตมากขึ้น เพราะปัจจัยเรื่องความคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไปเป็นเรื่องสำคัญมาก หากราคาอีโคคาร์ราคาห่างกับบีคาร์ ในหลักหมื่น โอกาสที่ลูกค้าจะหันไปซื้อบีคาร์ เกิดขึ้นแน่นอน

นอกจากนี้ อาจจะเห็นการผันเงินภาษีมาใช้ในการจัดแคมเปญการตลาดมากขึ้น เช่น การทำรถยนต์รุ่นพิเศษที่ขยับราคาสูงขึ้น แต่เมื่อลูกค้าเข้าโครงการนี้แล้ว อาจจะยังจ่ายเงินน้อยกว่ารถยนต์รุ่นมาตรฐาน ซึ่งระยะเวลาที่รัฐบาลให้มากพอที่จะทำการพัฒนาสินค้าใหม่ และคาดว่าจะเห็นในช่วงงานมอเตอร์โชว์ในเดือน เม.ย.ปีหน้า

ด้านสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดการณ์ว่านโยบายรถคันแรกจะผลักดันให้ตลาดรถยนต์ปี 2555 มีการขยายตัวไปมากกว่า 1 ล้านคัน จากเดิมที่มีการคาดการณ์ที่ระดับ 9 แสนคันเท่านั้น โดยตลาดที่น่าจะได้รับผลดีก็คือ อีโคคาร์ที่จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 1 หมื่นคันต่อเดือน จากปัจจุบันที่ยอดจำหน่ายอยู่ที่ระดับ 5,000-6,000 คัน

สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) บอกว่า รถยนต์กลุ่ม 1500 ซีซี คือกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุดในตลาด ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะทำให้ลูกค้ารถกลุ่ม 1600 ซีซี และอีโคคาร์หันมาพิจารณารถกลุ่มบีคาร์มากขึ้น

แม้นโยบายและเรื่องต่างๆ จะยังไม่ชัดเจน แต่แนวโน้มการเติบโตของรถเซกเมนต์บีคาร์และปิกอัพ 4 ประตู เห็นความชัดเจนแล้ว!!!  

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท