posttoday
บ้านปูปักธงโตปี13%

บ้านปูปักธงโตปี13%

14 กันยายน 2554

บ้านปูเปิดแผน 5 ปี ตั้งเป้ามูลค่ากิจการโตปีละ 13% มีปริมาณสำรองถ่านหินถึง 15 ปี

บ้านปูเปิดแผน 5 ปี ตั้งเป้ามูลค่ากิจการโตปีละ 13% มีปริมาณสำรองถ่านหินถึง 15 ปี

นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตของมูลค่ากิจการเฉลี่ยปีละ 13% นับตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2558 โดยเป็นการเติบโตทั้งจากเหมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันและการซื้อเหมืองเพิ่ม แต่การลงทุนเพิ่มบริษัทเน้นขยายในประเทศที่เป็นฐานธุรกิจหลักอยู่แล้ว เพื่อลดต้นทุนและเน้นแหล่งถ่านหินที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าหลักที่มีอยู่ในขณะนี้ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และแนวโน้มตลาดจะเปิดกว้างสำหรับถ่านหินคุณภาพสูง หลังจากเกิดภัยพิบัติสึนามิในญี่ปุ่น

บ้านปูปักธงโตปี13%

ทั้งนี้ กิจการที่เข้าซื้อควรจะมีมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป เพื่อจะสร้างความคุ้มค่าในการลงทุน ขณะที่บริษัทมีเงินในมือที่พร้อมลงทุนอยู่แล้วราว 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่กำลังรอจังหวะและราคาที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ปัจจุบันมีปริมาณถ่านหินสำรอง 15 ปี

นายชนินท์ กล่าวว่า ขณะนี้การทำธุรกิจเหมืองถ่านหินมีความเสี่ยงมากขึ้น หลายประเทศพยายามรักษาปริมาณสำรองมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกาใช้ของประเทศอื่นก่อน และน่าเป็นห่วงเรื่องการสร้างกติกาหรือกฎระเบียบของทางการแต่ละประเทศเพื่อปกป้องตัวเอง อาทิ วุฒิสมาชิกของอินโดนีเซียบางส่วนมีการหยิบยกถึงเรื่องการจะออกกฎเกณฑ์ห้ามส่งออกถ่านหินที่ผลิตจากอินโดนีเซียในปี 2557 โดยอาจกำหนดค่าความร้อนไว้ต่ำกว่า 5,700 กิโลแคลอรี ซึ่งบ้านปูเชื่อว่าจะไม่กระทบกับบริษัท เนื่องจากถ่านหินที่ผลิตได้ส่วนใหญ่มีค่าความร้อนเฉลี่ยที่ 6,300 กิโลแคลอรี ยกเว้นเหมืองโจร่งในจีนที่ผลิตถ่านหินได้ค่าความร้อนประมาณ 5,000-5,200 กิโลแคลอรี

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากราคาถ่านหินที่ขึ้นลงตามความต้องการและปริมาณในตลาด ซึ่งขณะนี้ตลาดเกรงว่าความต้องการจะลดลงตามการใช้ไฟฟ้าเนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่โรงไฟฟ้าก็มีการใช้พลังงานหลายประเภทในการปั่นไฟ ซึ่งคาดว่าการใช้ถ่านหินยังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่ ขณะเดียวกันการใช้ของจีนและอินเดียยังดีอยู่ ขณะที่เกาหลีลดการใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าลง

ด้านราคาถ่านหิน คาดว่าจากนี้ถึงสิ้นปีราคาถ่านหินจะเคลื่อนไหวในระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อตัน และจะทรงตัวต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ขณะที่ต้นทุนของบริษัทอยู่ที่ 50-80 เหรียญสหรัฐต่อตัน และมีการทำสัญญาขายล่วงหน้า 1 ปีไปบางส่วนแล้ว

“เรื่องห้ามการส่งออกเป็นเพียงการพูดกันของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และเชื่อว่าหากอินโดนีเซียออกมาเป็นกฎระเบียบ ก็คงไม่มีผลย้อนหลังกับสัญญาเดิม แต่บริษัทก็ต้องประเมินและบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ต้องดูกฎหมายและสัญญาให้ดี หากกติกาใหม่ออกมายอมรับไม่ได้ ก็จะไม่ลงทุนเพิ่ม” นายชนินท์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน