
เงินกำลังจะหมุนไปให้ประชาชน
รอบสัปดาห์ไฮไลต์ของข่าวเศรษฐกิจการเงินยังต้องตามติดกับนโยบายเร่งด่วน
รอบสัปดาห์ไฮไลต์ของข่าวเศรษฐกิจการเงินยังต้องตามติดกับนโยบายเร่งด่วน
ด้านเศรษฐกิจที่แฝงไปด้วยประชานิยมต่างๆ ทั้งมาตรการลดภาษีบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก และการขึ้นเงินเดือนราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท รวมถึงกรอบงบประมาณปี 2555 ขาดดุล 4 แสนล้านบาท มีความชัดเจนว่าจะมีการชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่อังคาร 13 ก.ย.นี้แน่นอน
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 13 ก.ย.นี้ จะเสนอมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท โดยไม่จำกัดประเภทรถยนต์ แต่ราคารถที่จะซื้อต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยเบื้องต้นกรมสรรพสามิตประเมินว่า จะต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดว่า จะจ่ายคืนครั้งเดียวทั้งก้อน หรือจะทยอยจ่ายคืนภายใน 3 ปี แต่ให้ครอบครองรถเป็นเวลา 5 ปี เหมือนกับการซื้อกองทุนอาร์เอ็มเอฟและกองทุนแอลทีเอฟ
สำหรับมาตรการภาษีบ้านหลังแรก โดยจะให้สิทธิกับผู้ที่ยังไม่มีบ้าน และต้องการซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 แสนบาท โดยให้ทยอยหักลดหย่อนเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ประมาณพันกว่าล้านบาท และการนำราคาบ้านมาลดหย่อนครั้งนี้ จะเป็นคนละส่วนกับมาตรการเดิมที่อนุญาตให้นำดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ไม่เกิน 1 แสนบาท
ยังไม่พอ กระทรวงการคลังยังเดินหน้าประกาศขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เริ่มต้นวันที่ 1 ม.ค. 2555 พร้อมปรับขึ้นเงินเดือนผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1.5 หมื่นบาท เพื่อรักษาระยะห่างรายได้แต่ละระดับชั้น ส่วนข้าราชการระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท จะได้รับเพิ่มเป็น 9,000 บาท... โดย วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะปรับวิธีการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการ ที่บริหารโดยสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยข้าราชการระดับปริญญาตรีเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จะได้รับ 1.5 หมื่นบาท โดยไม่นับรวมรายได้พิเศษ เช่น เงินเบี้ยเลี้ยงและเงินค่าวิชาชีพ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ข้าราชการกลุ่มนี้มีรายได้เต็มเหมือนเดิม โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 เป็นต้นไป
สำหรับเรื่องการปรับรายได้ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการของ ก.พ.นั้น ทาง ก.พ.คาดว่า จะใช้ระยะเวลา 4 ปีในการปรับโครงสร้างเงินเดือนในแต่ละครั้ง โดยข้าราชการที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จะได้รับขึ้นจาก 9,600 บาท เป็น 10,300 บาท ปีที่ 2 ก็จะปรับขึ้นเป็น 1.2 หมื่นบาท ปีที่ 3 เป็น 1.35 หมื่นบาท และในปีที่ 4 เป็น 1.5 หมื่นบาท หลังจากนั้นก็จะปรับขึ้นตามโครงสร้างเงินเดือนของ ก.พ. ที่จะออกตามมาในภายหลัง ซึ่งในแต่ละปีของตลอดช่วง 4 ปี กระทรวงการคลังก็ลดเงิน พ.ช.ค.ตามสัดส่วนของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับรายได้ของข้าราชการไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและ ก.พ. ยังเห็นชอบให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการที่มีรายได้มากกว่า 1.5 หมื่นบาท เพื่อรักษาระยะห่างของรายได้ข้าราชการในแต่ละระดับชั้น โดยจะปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จนถึงขึ้นสูงสุด คือ ปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าซี 11 แต่การปรับขึ้นขั้นเงินเดือนหรือเปอร์เซ็นต์จะไม่ก้าวกระโดดเหมือนกับข้าราชการที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท โดยจะให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 เป็นต้นไป
ข้าราชการระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท ก็จะได้รับเพิ่มขึ้น 9,000 บาท หรือค่าจ้างวันละ 300 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้บุคลากรทั้ง 5 กลุ่ม คือ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณรายจ่ายและทหารกองประจำการมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าตลอดปีงบประมาณ 2555 (ต.ค. 2554–ก.ย. 2555) จะมีภาระงบประมาณจากส่วนนี้เพิ่มขึ้น 2.4 หมื่นล้านบาท แต่หากพิจารณาจากผลบังคับใช้ที่แตกต่างกัน คือ วันที่ 1 ม.ค.และวันที่ 1 เม.ย. 2555 จนถึงเดือน ก.ย. 2555 จะมีภาระเพิ่มขึ้น 18,396 ล้านบาท
อีกข่าวที่คึกคักไม่แพ้กัน คือ “ธีระชัย” จัดระเบียบธนาคารรัฐสั่งห้ามปล่อยกู้รายใหญ่แข่งกับธนาคารพาณิชย์ โดย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยหลังการหารือกับผู้แทนธนาคารโลกและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ธนาคารโลกมีความเป็นห่วงว่าการที่ธนาคารรัฐหันมาปล่อยสินเชื่อแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์จะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูญ
รมว.คลังได้สั่งจัดระเบียบธนาคารรัฐ หลังทิศทางสินเชื่อไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม ถือเป็นความเสี่ยงสร้างภาระการคลังในอนาคต พร้อมระบุนับจากนี้จะไม่มีนโยบายสร้างกำไร หยุดปล่อยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่แข่งกับธนาคารพาณิชย์ แต่ให้หันไปทำธุรกิจเพื่อประชาชนรายย่อยพร้อมอัดงบประมาณให้หากขาดทุน ขณะที่มาตรฐาบัญชีต้องโปร่งใสพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชนและเป็นสากลภายในปีนี้ ขู่ปลดบอร์ดหากไม่ปฏิบัติตาม
ขณะที่แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่าการปรับปรุงมาตรฐานและแนวทางการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐถือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะมีผลต่อภาระงบประมาณจำนวนมากเฉพาะการกันสำรองหนี้เสีย และเรื่องมาตรฐานของเงินกองทุนก็จำนวนมหาศาล ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อยากทำในเรื่องนี้
ด้านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.สัปดาห์นี้ คาดว่าจะเสนอกรอบงบประมาณปี 2555 (ต.ค. 2554-ก.ย. 2555) ซึ่งจะขาดดุลไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
กรอบงบประมาณปี 2555 มีรายจ่าย 2.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมอีก 1.1 แสนล้านบาท ส่วนประมาณการรายได้อยู่ที่ 1.96 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านบาท จากกรอบเดิม ทำให้กรอบงบประมาณปี 2555 จะออกมาขาดดุล 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลมีแนวโน้มทำงบประมาณขาดดุลสูงขึ้นต่อเนื่องตามการใช้แนวนโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมที่เพิ่มขึ้น
นโยบายประชานิยมเร่งด่วนเรื่องหนึ่ง คือ การรับจำนำข้าว ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติเปิดรับจำนำข้าววันที่ 7 ต.ค. ข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาท เตรียมชง ครม.วันที่ 13 ก.ย.นี้เช่นกัน
สำหรับเรื่องที่ไม่ได้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน “จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมทั้งสนับสนุนกับแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศและเห็นด้วยกับการบ้าน 4 ข้อที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง มอบให้ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปศึกษาและหาแนวทางแก้ไข พร้อมทั้งออกโรงมาเสนอผ่าตัดโครงสร้าง ธปท.ให้กลับไปขึ้นตรงกับ รมว.คลัง ไม่ใช่ทำงานแบบอิสระจนเกินไป
สำหรับด้านภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน เพราะมีปัจจัยต่างประเทศที่ไม่แน่นอนเข้ามากระทบเป็นระยะ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดที่ 1,040.58 จุด จากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ยังอ่อนแอ หลังจากนั้นช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุด 1,073.92 จุด เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อเก็งกำไรมาตรการกระตุ้นการจ้างงานของสหรัฐมูลค่า 4.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรกดดัชนีปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 1,062.37 จุด ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.81 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิรวม 3,522.81 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ยอดขายและกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปี 2554 ที่เติบโตอย่างโดดเด่น ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่จ่ายเงินปันผลและมูลค่าการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกของปี สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยบริษัทที่ประกาศจ่ายเงินปันผลแล้ว 126 แห่ง มีมูลค่ารวม 110,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงถึงระดับแสนล้านบาท และหากพิจารณาสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่ามูลค่าการจ่ายเงินปันผลเติบโตขึ้นกว่า 14 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2545 ซึ่งมีมูลค่ารวม 7,604 ล้านบาท และจำนวนบริษัทที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จาก 40 แห่งในปี 2545







