
ผุด3นิคมชายแดนรับเออีซี
นำร่องกาญจนบุรีเชียงรายตากเอกชนเป็นห่วงคนไทยรู้ภาษาน้อย
นำร่องกาญจนบุรี-เชียงราย-ตากเอกชนเป็นห่วงคนไทยรู้ภาษาน้อย
กนอ.เล็งพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 3 จังหวัดชายแดน รับเออีซี ด้านเอกชนร้อง รัฐต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานรับมือการแข่งขัน
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้จัดทำแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายแดน เพื่อรองรับการเปิดตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่คาดว่า จะทำให้การลงทุนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคสูงขึ้น โดย กนอ.จะศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ได้แก่ นิคมฯ ที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี นิคมฯ เชียงของ จ.เชียงราย และนิคมฯ ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
ทั้งนี้ กนอ.ได้เสนองบประมาณสำหรับศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วจำนวน 15 ล้านบาท แต่เบื้องต้นได้งบมาสำหรับการศึกษาที่ จ.กาญจนบุรี ก่อน โดยจะศึกษาบริเวณบ้านพุน้ำร้อน อ.ทองผาภูมิ ซึ่งมองเรื่องโอกาสการรองรับการขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อจากโครงการทวาย ประเทศพม่า ขณะที่ อ.แม่สอด จะเน้นในเรื่องการใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และที่ อ.เชียงของ เน้นเป็นศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับในปีงบประมาณ 2554 กนอ.ตั้งเป้ายอดขายพื้นที่นิคมฯ ไว้ประมาณ 3,000 ไร่ โดยล่าสุดยอดขายเดือน ส.ค.อยู่ที่ 2,644 ไร่ เมื่อสิ้นปีงบประมาณน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการลงทุนที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นที่ประสบภัยสึนามิ ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ที่ย้ายมาลงทุนในไทยค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจของ กนอ.พบว่า ต่อผลกระทบการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล 300 บาทต่อวันส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากใช้แรงงานมีฝีมือเป็นหลัก ขณะเดียวกันกลับพบว่าอุปสรรคการลงทุนในอนาคตกลับเป็นเรื่องการขาดแคลนแรงงานฝีมือระดับอาชีวะทั้ง ปวช.และ ปวส. ที่รัฐจะต้องเร่งสร้างและฝึกอบรมเพิ่มขึ้น โดยทิศทางการลงทุนในช่วงปลายปีและปี 2555 ยังคงมีทิศทางที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสตลาดที่จะเติบโตจากการเปิดเสรีเออีซี นางมณฑา ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนของพนักงานว่ากนอ.ไม่ยอมปรับอัตราค่าจ้างพนักงานตามมติครม.วันที่ 28 มี.ค.2554 ที่เพิ่มให้ลูกจ้างได้ในอัตราไม่เกิน 5% โดยอัตราใหม่ต้องไม่เกิน 5 หมื่นบาทและมีผล 1 เม.ย.2554 โดยกนอ.จัดเป็นรัฐวิสาหกิจกลุ่มที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 58 ขั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือมติครม.ดังกล่าวไม่มีการกำหนดบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจใหม่รองรับจึงทำให้กนอ.ปรับเงินเดือนค่าจ้างเพิ่มครึ่งขั้นเฉลี่ย 2.593.49% ไปก่อน เพื่อรอให้กระทรวงแรงงานนำเสนอครม.ถึงโครงสร้างเงินเดือนใหม่ที่คาดว่าจะสรุปภายในเดือนก.ย.นี้
“ปัญหาคือก.ย.นี้จะต้องพิจารณาขั้นของพนักงานแต่การขึ้นเงินเดือนมติครม.5% มีความลักลั่นของขั้นเงินเดือนคือจะครึ่งขั้นหรือหนึ่งขั้นก็ไม่ใช่ในทางปฏิบัติมีปัญหาเราเองได้หารือกับกรมสวัสดิการแรงงานแล้วส่วนที่เหลือเราก็จะนำมาคิดในโครงสร้างใหม่ให้และมีผลย้อนหลัง”นางมณฑา กล่าว
ด้าน นายณัฐชาติ จารุจินดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเออีซี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การศึกษาของประชากรที่ยังไม่พร้อม เห็นได้จากการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย
นอกจากนี้ การใช้โครงสร้างพลังงานของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับจีดีพีถือว่าใช้งานสูงมาก เนื่องจากราคาของพลังงานในประเทศไทยไม่ได้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้แล้ว มีความเชี่ยวชาญมากกว่าประเทศไทย
“หลายธุรกิจในไทยพร้อมรับการเปิดเออีซี เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต้องศึกษาเรื่องการกีดกันทางการค้าที่ยังมีอยู่ แม้จะมีการเปิดเสรีแล้วก็ตาม” นายณัฐชาติ กล่าว
นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานคณะกรรมการ AEC Prompt สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้บริโภคชาวไทยยังมีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เห็นได้จากอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยมีสัดส่วนราว 27% เท่านั้น ขณะที่หลายประเทศเข้าไปถึง 70% ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยยังได้เปรียบในการเปิดเออีซี เนื่องจากหลายประเทศต้องการทั้งเงินทุนและโนว์ฮาวจากประเทศไทย ที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่มเติม แต่ผู้ประกอบการก็ต้องศึกษาในเรื่องของข้อกำหนดและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีทั้ง 9 ประเทศสมาชิกให้ดีเสียก่อน
ด้านนายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การเงินและการลงทุน เอสซีจี เปิดเผยว่า การเข้าสู่เออีซีจะเป็นการเปิดตลาดใหญ่ของผู้ประกอบการชาวไทยจากลูกค้า 60 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน แต่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศในเรื่องของวัฒนธรรมและกฎหมายต่างๆ ด้วย
“อาเซียนถือเป็นภูมิภาคเดียวของโลกในปัจจุบันที่ยังมีการเจริญเติบโตอยู่ และประเทศไทยก็ถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมค่อนข้างมาก โดยหลายประเทศยังไม่ได้ให้ความสนใจกับเออีซีเท่าที่ควร ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการทุกราย” นายเชาวลิต กล่าว







