posttoday
หุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 2.14 จุด

หุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 2.14 จุด

09 กันยายน 2554

เช้าวันนี้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,070.07 จุด ลดลง 2.14 จุด หรือ 0.20% มีมูลค่าการซื้อขาย 11,915.13 ล้านบาท

เช้าวันนี้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,070.07 จุด ลดลง 2.14 จุด หรือ 0.20% มีมูลค่าการซื้อขาย 11,915.13 ล้านบาท

เช้าวันนี้(9 ก.ย.54) ดัชนีหุ้นไทยทรงตัวในกรอบแคบ และเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ เนื่องจากตลาดขาดปัจจัยใหม่ๆเข้ามากระตุ้น และนักลงทุนยังคงกังวลกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจยูโรโซนและสหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,070.07  จุด ลดลง 2.14 จุด หรือ 0.20% มีมูลค่าการซื้อขาย 11,915.13  ล้านบาท
 
5 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
1. PAO ปิดที่ 0.92 บาท เพิ่มขึ้น 0.42 บาท หรือ 84% มูลค่าการซื้อขาย 2,254.35 ล้านบาท
2. IVL ปิดที่ 38.750 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.97% มูลค่าการซื้อขาย 759.54 ล้านบาท
3. BANPU ปิดที่  644 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 603.81 ล้านบาท
4. TMB ปิดที่ 1.78 บาท เพิ่มขึ้น 0.07 บาท หรือ 4.09% มูลค่าการซื้อขาย  592.11 ล้านบาท
5. PTT ปิดที่ 324 บาท ลดลง 2 บาท หรือ 0.61% มูลค่าการซื้อขาย 437.14 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากตลาดยังคงวิตกกับปัญหาหนี้สินยูโรโซน ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนว่าวิกฤติหนี้สินกำลังจะลุกลามเข้าไปยังอิตาลี ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหายากลำบากมากขึ้น เพราะอิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากรีซ, โปรตุเกส และไอร์แลนด์มาก ทั้งนี้อิตาลีมีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงถึง 115% และมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 17% ของยูโรโซน (เป็นอันดับ 3 รองจากเยอรมนีที่ 27% และฝรั่งเศสที่ 21%) ขณะที่เศรษฐกิจของกรีซ, ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสคิดเป็น 2-3% ของเศรษฐกิจยูโรโซน
   
สำหรับมาตรการการจ้างงานวงเงิน 4.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐของประธานาธิบดีโอบามาต้องรอการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งตลาดมีความคาดหวังว่าจะผ่านความเห็นชอบแม้ว่าจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอสภาคองเกรสพิจารณาตลาดก็มีโอกาสแกว่งเพราะความกังวลได้ ส่วนปัจจัยในประเทศ ระยะสั้นยังไปได้ดี โดยนโยบายของรัฐบาลใหม่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ในระยะกลางเศรษฐกิจไทยยังต้องระวังผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง รวมถึงแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น
   
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนหลัก คือ หาจังหวะขายทำกำไรและปรับพอร์ตเมื่อดัชนีและราคาหุ้นปรับขึ้น หลังจากนั้นรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว สำหรับกลยุทธ์รอง เป็นการซื้อตามด้วยค่าบวก แต่ต้องเล่นเร็วและหวังส่วนต่างกำไรไม่มาก โดยมีแนวตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นพลิกเป็นลบหรือเมื่อดัชนีต่ำกว่า 1,055 จุด

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน