
สถานการณ์ล่าสุดของปัญหาหนี้ยุโรป
สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นผมอยากจะขอแจ้งทุกท่านที่ยังคงติดตามอ่านบทความของผมว่า
สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นผมอยากจะขอแจ้งทุกท่านที่ยังคงติดตามอ่านบทความของผมว่า
โดย..สุกิจ อุดมศิริกุล
บทความของผมจะเปลี่ยนเวลาตีพิมพ์จากวันอังคารเป็นวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์แทนน่ะครับ โดยสัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แรกของการตีพิมพ์ในวันพฤหัสบดี
สำหรับบทความในวันนี้ ผมอยากจะแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ล่าสุดของปัญหาหนี้สินในยุโรปว่ามีความซับซ้อนขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้มีความผันผวนมาก หลังจากที่ตลาดการเงินเคยให้น้ำหนักการปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปที่ซับซ้อนขึ้น (ซึ่งผมจะลงไปในรายละเอียดต่อไปนั้น) ทำให้ผมค่อนข้างเป็นห่วงนักลงทุนที่กำลังลงทุนในทองคำในช่วงกลางคืนด้วย เพราะมีความเป็นไปได้มากว่าความผันผวนของตลาดการเงินในช่วงกลางคืน ซึ่งตรงกับเวลาปกติในยุโรปอาจจะมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำผันผวนมากปกติเช่นกัน ดังนั้นผมจึงแนะนำให้เตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวให้ดีน่ะครับ สำหรับท่านที่กำลังลงทุนในช่วงเวลากลางคืน
ความซับซ้อนของปัญหาวิกฤตหนี้ที่ผมกล่าวถึงไปเบื้องต้นนั้น ประกอบด้วย ปัญหาการเมืองในยุโรป ปัญหาการปฏิบัติตามแผนการลดหนี้ของกรีซ และปัญหาสถานะทางการเงินของธนาคารในยุโรป
ปัญหาการเมือง การแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปในปัจจุบันนี้หนี้ไม่พ้นที่ทุกรัฐบาลของประเทศในกลุ่มยูโรต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะประเทศสำคัญอย่าง เยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งยังคงมีฐานะทางการเงินและการคลังแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่น ความร่วมมือกันที่เป็นรูปธรรมในที่นี้ คือ การระดมเงินทุนจากประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแรงกว่าเพื่อช่วยเหลือประเทศที่อ่อนแอกว่า โดยรูปแบบของการร่วมทุนนั้นจะออกมาในรูปของเงินกองทุนฉุกเฉินเพื่อรองรับความเสี่ยงที่บางประเทศจะไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดการเงินได้ตามปกติ เช่นที่เกิดขึ้นแล้วกับประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส โดยประเทศล่าสุด คือ สเปนและอิตาลี แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอย่างรวดเร็วในเยอรมนี หากพิจารณาจากตัวเลข GDP ในไตรมาส 2/2554 ส่งผลให้พลเมืองผู้เสียภาษีคงไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะนำเงินภาษีไปช่วยเหลือประเทศอื่น ประกอบกับการแพ้การเลือกตั้งของพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีหญิง อังเกลา แมร์เกิล ส่งผลให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอาจไม่สนับสนุนแผนการช่วยเหลือประเทศอื่นเช่นกัน ดังนั้นจึงส่งผลให้ผมประเมินว่า ความร่วมมือกันในแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปอาจจะมีความล่าช้าได้ จนกว่านักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมถึงพลเมืองของประเทศจะเห็นว่าผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในยุโรปนั้นจะกลับมากระทบกับประเทศของตน
การปฏิบัติตามแผนการลดลงหนี้ของกรีซ – ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นร้อนล่าสุดในปัจจุบัน เนื่องจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกรีซยังไม่สามารถตกลงกับทีมงานร่วมของสหภาพยุโรป (European Union) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่มีชื่อเรียกว่า Troika (ภาษารัสเซีย แปลว่า สาม) เกี่ยวกับแผนการลดการขาดดุลการคลังในปี 2554 ก่อนที่จะได้รับเงินกู้รอบใหม่ จากวงเงินกู้รอบสองที่เพิ่งอนุมัติในเดือน มิ.ย.ทีผ่านมา มูลค่า 1.09 แสนล้านยูโร มีอายุถึงปี 2557 เนื่องจากรัฐบาลกรีซมีทีท่าว่าจะไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังได้ตามเป้าหมายของปี 2554 ที่ 6% ของ GDP เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่คาดการณ์ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเงินกู้รอบใหม่ในเดือนนี้ของกรีซ โดยประเด็นดังกล่าวจะมีข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 15 ก.ย. ดังนั้นในช่วงนี้จึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเด็นข่าวเกี่ยวกับเงินกู้ของกรีซจะกลับมากดดันบรรยากาศการลงทุนได้
ปัญหาสถานะทางการเงินของธนาคารในยุโรป – ผมให้น้ำหนักการลดลงของหุ้นในกลุ่มธนาคารของสหรัฐและยุโรป ว่ามีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้นในขณะนี้ ทั้งนี้การลดลงของหุ้นในกลุ่มธนาคารในยุโรปนั้นมีปัจจัยกดดันเดิมอยู่แล้ว คือ ฐานะเงินกองทุนว่าเพียงพอรับความเสี่ยงหากพันธบัตรของประเทศในยุโรปอย่างเช่นอิตาลีมีมูลค่าที่ลดลงได้หรือไม่ ถึงแม้จะมีการ Stress Test ไปแล้วถึง 2 รอบ และล่าสุด คือ การที่ Federal Housing Finance Agency (FHFA) ของสหรัฐ ได้ทำการฟ้องร้องธนาคารในสหรัฐและยุโรป 17 แห่ง เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับตราสารหนี้ที่ผูกพันกับอสังหาริมทรัพย์ที่เสนอขายให้กับ Fannie Mae และ Freddie Mac มูลค่ารวม 1.96 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์ประเมินค่าความเสียหายในการฟ้องร้องครั้งนี้ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับธนาคารในยุโรป และ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับธนาคารในสหรัฐ อย่างไรก็ตามในกรณีการฟ้องร้องนั้น ในปัจจุบันกำลังมีความพยายามที่จะเจรจากันระหว่างธนาคารกับหน่วยงาน FHFA ซึ่งคาดว่าความเสียหายจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งทำให้ตลาดการเงินน่าจะผ่อนคลายขึ้นกับประเด็นนี้
โดยสรุป ผมเชื่อว่าสถานการณ์หนี้ในยุโรปในปัจจุบันยังคงมีโอกาสกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่จะไม่นำสู่วิกฤตหนี้และเศรษฐกิจรอบใหม่ ทำให้ผมยังคงยืนยันว่าการลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นโอกาสซื้อของนักลงทุน โดยตั้งเป้าหมายของดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2554 ไว้ที่เดิม คือ 1,200 จุด ครับ
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ







