
ความจริงที่น่ารู้ของหุ้นเหมืองทองคำ
ช่องทางหนึ่งที่นักลงทุนจะสามารถได้ผลประโยชน์จากราคาทองคำ (ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา)
ช่องทางหนึ่งที่นักลงทุนจะสามารถได้ผลประโยชน์จากราคาทองคำ (ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา)
โดย..พิชา เลียงเจริญสิทธิ์
ก็คือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทเหมืองทองคำ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำจะมีความเสี่ยงสูงกว่าแต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเช่นกันเมื่อเทียบกับการลงทุนในทองคำโดยตรง (High Risk High Return) แต่ในความเป็นจริงผลตอบแทนของหุ้นเหมืองทองคำกลับน้อยกว่าการลงทุนโดยตรงในทองคำ เช่น ในช่วงเดือน ก.ย. 2551-ส.ค. 2554 ราคาทองคำปรับขึ้นมาจาก 800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ มาเป็น 1,900 เหรียญ/ออนซ์ หรือมากกว่า 130% แต่ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มเหมืองทองคำ (XAU Index) นั้นเพิ่มขึ้นมาเพียง 60% เท่านั้น กลายเป็นการลงทุนแบบ Higher Risk Lower Return เมื่อเทียบกับทองคำไป
เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะอุตสาหกรรมเหมืองทองคำนั้น มีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ผลิตเหมืองทองมุ่งแต่จะหาแหล่งแร่สำรอง (Reserves) เพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องซื้อมาในราคาสูง แต่กลับไม่ค่อยให้น้ำหนักกับการควบคุมต้นทุนผลิตซึ่งมีผลต่อผลดำเนินงานของบริษัท อีกทั้งยังมีการทำสัญญาขายทองคำล่วงหน้า ทำให้ไม่ได้ผลประโยชน์จากราคาทองคำขาขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากมีกลุ่มนักลงทุนพยายามเข้ามาปรับการบริหารจัดการบริษัทเหมืองทองคำเหล่านี้เสียใหม่ จะทำให้การลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
จากบทวิเคราะห์ของ RBC Capital Markets ได้คาดการณ์ว่า กำไรที่เป็นเงินสดต่อทองคำ 1 ตัน (Cash Margin) ของอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ จะเพิ่มขึ้นจาก 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปี พ.ศ. 2553 เป็น 1,200 เหรียญสหรัฐ/ตัน ภายใน 12 ปีข้างหน้า (ตารางที่ 1) ในแง่ของราคาหุ้น ปัจจุบันหุ้นเหมืองทองคำถูกซื้อขายที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับในอดีต ดูได้จากอัตราส่วนราคา Gold/XAU Index ซึ่งในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2551 อัตราส่วนนี้จะอยู่ในกรอบระหว่าง 45 เท่า (ตารางที่ 2 ถ้าอัตราส่วนนี้สูงกว่า 5 เท่า แสดงว่าราคาทองคำจะแพงกว่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีราคาบริษัทเหมืองทองคำ) ซึ่ง ณ ปัจจุบันอัตราส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 8 เท่า หมายความว่า ราคาหุ้นเหมืองทองคำค่อนข้างต่ำกว่าราคาทองคำมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ยกเว้นเสียแต่ว่าราคาทองคำจะร่วงลงมาแรง
ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้แนวโน้มขาขึ้นของทองคำเปลี่ยนทิศ ก็คือ การที่แนวโน้มทิศทางดอกเบี้ย (ที่แท้จริง) เริ่มเป็นบวก และเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีแนวโน้มดีขึ้น แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอเช่นในปัจจุบันนี้ และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมากๆ ไปอีกหลายปี ดังนั้นแนวโน้มราคาทองคำจึงน่าจะเป็นขาขึ้นได้ต่อเนื่อง รวมทั้งด้วยความที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเก็บเข้าพอร์ตของผู้ลงทุนสถาบันอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับขนาดสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก (ตารางที่ 3) จึงมีช่องว่างให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงมาถือทองคำเพิ่มขึ้นอีก และจะช่วยหนุนให้ราคาทองคำไปต่อได้







