
เน้นหุ้นกลุ่ม Domestic
ตลาดหุ้นในเดือน ก.ย. น่าจะดีกว่าเดือน ส.ค.อยู่บ้าง เพราะฝรั่งน่าจะขายเบามือลงไป
ตลาดหุ้นในเดือน ก.ย. น่าจะดีกว่าเดือน ส.ค.อยู่บ้าง เพราะฝรั่งน่าจะขายเบามือลงไป
โดย..กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา
เพราะในเดือน ส.ค. นักลงทุนต่างชาติขายไปแล้วกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งทุกคนนั่งรอผลประชุมเฟดในวันที่ 2021 ก.ย.อีกด้วย ตลาดหุ้นน่าจะผันผวนเพราะปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ
มาดูกันชัดๆ ว่าในเดือน ส.ค. ใครขายใครซื้อไปบ้าง จากตัวเลขการซื้อขายหลักทรัพย์ สะสมแยกตามกลุ่มนักลงทุน ในช่วงวันที่ 131 ส.ค. 2554 พบว่า สถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 6,781.10 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,044.78 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 42,039.37 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 50,865.25 ล้านบาท
จากตัวเลขจะเห็นว่าทั้งเดือน ส.ค. ผู้ขายสุทธิ คือ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ สถาบันในประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศ แต่นักลงทุนทั่วไปในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิ พูดง่ายๆ ว่ารายย่อยช้อนซื้อหุ้นเมื่อหุ้นอ่อนตัวลงมา
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลออกจากเอเชียทั้งหมดมูลค่า 16,139.40 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีไหลออก เช่น ที่ไต้หวัน ไหลออก 6,599.11 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลี 4,766.01 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดีย 2,254.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่บ้านเรา เงินไหลออก 1,405.41 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 987.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 121.30 ล้านเหรียญสหรัฐ และที่เวียดนาม +1.64 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลถึงวันที่ 31 ส.ค. 2554)
แต่เริ่มต้นเดือน ก.ย.มาเริ่มมีเงินไหลเข้าที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่บ้านเรา และเป็นเม็ดเงินที่ไหลเข้ามามากกว่าปกติเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน
ส่วนราคาน้ำมันที่ NYMEX ก็สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกเช่นกัน โดยราคาอยู่ที่ 88 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับดีมานด์ในน้ำมัน
ในช่วงวันที่ 131 ส.ค. 2554 พบว่ามีหุ้นถูกขายชอร์ตออกมามากกว่า 5% เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายบนกระดานหลัก คือ 1DIV 22.84% TDEX 44.40% ซึ่งก็สอดคล้องกับการลดลงของตลาดหุ้นในเดือน ส.ค.
ส่วนพี/อีตลาดหุ้นบ้านเราตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 12.81 เท่า โดยนักวิเคราะห์คาดว่าพี/อีปลายปี 2554 จะอยู่ที่ 12.40 เท่า และยังคงเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,200 จุด
สำหรับพี/อีสิ้นปี 2554 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าพี/อีบ้านเราจะอยู่ที่ 12.40 เท่านั้น เมื่อเทียบกับพี/อีสิ้นปี 2554 ของเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่คาดว่าพี/อีจะอยู่ที่ 14.06 เท่า ฟิลิปปินส์ 14.29 เท่า ฮ่องกง 10.85 เท่า สิงคโปร์ 13.24 เท่า ไต้หวัน 13.99 เท่า อินเดีย 13.95 เท่า อินโดนีเซีย 15.06 เท่า และเกาหลีใต้ 9.38 เท่า ซึ่งเมื่อเทียบแล้วพี/อีสิ้นปีของบ้านเราก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าพี/อีปลายปีของเพื่อนบ้านในหลายๆ ประเทศ ไม่มีพรีเมียมแบบนี้ฝรั่งน่าจะชอบ เพราะมีบางครั้งที่ฝรั่งขายหุ้นเราเพราะพี/อีปลายปีเราสูงกว่าพี/อีปลายปีเฉลี่ยของเอเชีย ในอดีตพี/อีเราจะห่างกับพี/อีปลายปีเฉลี่ยของเอเชียมากกว่า 20% ตอนหลังๆ ลดช่วงห่างเหลือ 5% ในปีนี้บางช่วงเราสูงกว่าเฉลี่ยก็มี
กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้รอซื้อหุ้นเมื่อลง แล้วขึ้นมาก็ขายไป ใครติดหุ้นถือได้ ใครซื้อหุ้นห่างจาก 1,200 จุด มากเท่าไหร่ยิ่งดี
กลุ่มที่น่าซื้อลงทุนระยะกลางและยาวในกรณีหุ้นตก น่าจะเป็นพวกกลุ่ม Domestic เป็นหลัก เช่น หุ้นกลุ่มแบงก์ ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย และกลุ่มยานยนต์ เป็นหลัก
ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบ และอาจทำให้หุ้นไทยลง น่าจะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศเป็นสำคัญ นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด
โดยตลาดหุ้นมีแนวรับที่ 1,067-1,065, 1,060-1,055 จุด และมีแนวต้านที่ 1,075, 1,0801,085 จุด







