
สอท.นัดพิชัยถกผลกระทบขึ้นLPG
กลุ่มแก้วกระจกฯเตรียมพบ"พิชัย"หามาตรการบรรเทาผลกระทบขึ้นราคาแอลพีจี ขู่ปิดโรงงานหากค่าแรงขึ้น40%
กลุ่มแก้วกระจกฯเตรียมพบ"พิชัย"หามาตรการบรรเทาผลกระทบขึ้นราคาแอลพีจี ขู่ปิดโรงงานหากค่าแรงขึ้น40%
นายสมชัย โอวุฒิธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการในกลุ่มแก้ว กระจก และกลุ่มเซรามิก ส.อ.ท.อยู่ระหว่างการขอนัดพบนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เพื่อเข้าไปชี้แจงผลกระทบของการ ปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในภาคอุตสาหกรรม และขอมาตรการบรรเทาผลกระทบจากรัฐบาล จากที่ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ทางกระทรวงพลังงานไปหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยจะเร่งเข้าไปพบให้ได้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีการปรับราคาขึ้นอีก 3 บาทต่อกิโลกรัม ในวันที่ 1 ต.ค. นี้
ขณะนี้การขึ้นราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม 3 บาทต่อกิโลกรัมครั้งแรก ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนก.ค. – ก.ย. ผู้ประกอบการยังพอจะรับได้ แต่เริ่มจะขาดทุนจากการประกอบธุรกิจแล้ว เพราะผลิตสินค้าไม่มีกำไร ขณะที่ราคาก็ปรับให้สูงขึ้นไม่ได้ เพราะหากปรับขึ้นจะแข่งขันไม่ได้ทันที จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาผลกระทบให้โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก (เอสเอ็มอี)
“เรื่องนี้จะต้องนำเข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แต่มาเปลี่ยนรัฐบาลก่อน ผู้ประกอบการจึงต้องเข้าไปคุยกับรัฐมนตรีคนใหม่อีกครั้ง ถึงแนวทางการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะหากเข้าสู่การขึ้นราคาอีก 3 บาท เป็น 6 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ประกอบการจะเดือดร้อน” นายสมชัย กล่าว
ส่วนนโยบายการลอยตัวราคาพลังงาน โดยเฉพาะแอลพีจี และก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดภาระการอุดหนุนให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภาคเอกชนเห็นด้วยอยู่แล้วที่จะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ปรับขึ้นราคาทันที เพราะผู้ผลิตสินค้าจะปรับตัวไม่ทัน
ขณะที่นโยบายการปรับขึ้นค่าแรง 40% ในทุกจังหวัด ถ้าขึ้นตามนี้จริง ก็เตรียมปิดโรงงานแน่นอน เพราะคงไม่มีใครปรับตัวได้ โดยในปัจจุบันผู้ประกอบการในโรงงานผลิตแก้วกระจกจ่ายค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยตกอยู่เดือนละ 1.5 หมื่นบาทต่อคน รวมข้ากะ และค่าทำงานล่วงเวลา (โอที) ซึ่งที่ต้องจ่ายสูงเพราะแรงงานต้องทำงานกับความร้อน จึงต้องมีค่าจ้างจูงใจ แต่หากคิดเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 200 กว่าบาทต่อวัน หากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.1 หมื่นบาทต่อวัน ซึ่งถือว่าสูงมาก
สำหรับสถานการณ์ในปีนี้ ผลประกอบการแย่ลงมาก จากปกติที่จะเติบโตเฉลี่ย 5-10% เพราะราคาพลังงานที่แพงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงนโยบายที่ไม่แน่นอนของรัฐบาล โดยเชื่อว่าในปีหน้าคงไม่มีผู้ประกอบการที่จะขยายการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลทั้งเรื่องราคาพลังงานและค่าแรง ส่วนในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทิศทางจะยิ่งแย่กว่านี้ เพราะปลายปีเป็นช่วงราคาพลังงานขาขึ้น
“ไม่อยากคิดว่าเมื่อเปิดเออีซีแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้ไทยถือว่าเป็นผู้นำอาเซียน แม้ว่าราคาพลังงานจะแพงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่ 50% ก็ยังแข่งได้ แต่หากมีการเพิ่มต้นทุนมากกว่านี้ คงจะแข่งยาก ซึ่งนโยบายรัฐบาลถือเป็นตัวบั่นทอนขีดความสามารถของผู้ประกอบการ” นายสมชัย กล่าว







