posttoday
ลงลึก น่าซื้อ

ลงลึก น่าซื้อ

06 กันยายน 2554

ดิฉันเพิ่งกลับจากการไปพบลูกค้าที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดิฉันเพิ่งกลับจากการไปพบลูกค้าที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดย..จิตรา อมรธรรม 

สิ่งที่ยินดีคือตลาดหุ้นไทยยังไม่หลุดไปจากเรดาร์ของต่างชาติ แถมยังไม่สนใจตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ จนทำให้ต้องมีการปรับลดคาดการณ์ GDP ทั้งปีลง ดูเหมือนจะเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่ามีเหตุผลมาจากอะไรและเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ ส่วนเหตุผลที่ตลาดหุ้นบ้านเราปรับลงและต่างชาติยังขายหุ้นอยู่ตลอดก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเข้าใจได้เช่นกัน ประเด็นคือลูกค้าต่างถามหาหุ้นที่มีขนาดกลางถึงเล็ก เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ราคายังไม่แพง คนยังมองไม่ค่อยเห็นกันนัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นมากกว่าจะสนใจว่าเป้าของดัชนี หรือ GDP ปีนี้ปีหน้าจะเป็นเท่าไหร่ วิธีเลือกหุ้นแบบนี้ พวกเรานักวิเคราะห์จะเรียกว่าเป็นวิธี Bottom Up ซึ่งเป็นวิธีที่กองทุนในประเทศบางแห่ง หรือนักลงทุนประเภท VI (Value Investors) ก็ใช้อยู่ หากนักลงทุนหันมาเลือกหุ้นโดยดูปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวเป็นหลักกันมากขึ้น จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกระจายตัวมากกว่าจะกระจุกอยู่เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกับดัชนีหุ้นขนาดเล็กที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจะได้รับความสนใจมากขึ้น

ด้วยภาวะตลาดหุ้นปัจจุบัน การเล่นสั้นที่หวังกำไรวันต่อวันทำได้ยากมาก โอกาสขาดทุนมีมากกว่ากำไรเพราะตลาดหุ้นในโลกอยู่ใน “อารมณ์กลัว” มากกว่าจะคำนึงถึงเหตุผลใดๆ จึงเกิดอาการชิงกันขายก่อนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เวลาลงลงแรง ส่วนเวลาขึ้น ขึ้นแรงเช่นกัน คนที่เล่นในตลาด Futures ด้วยจะทราบดี ดังนั้นสภาพตลาดเช่นนี้หากจะเล่นสั้น ต้องดูข่าวเป็นรายวัน ดูกราฟทางเทคนิคประกอบ และต้องมีวินัยอย่างมาก แต่สำหรับท่านที่ซื้อลงทุนระยะกลางยาว ถึงแม้จะติดหุ้นไปแล้ว หากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะตลาดกำลังใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล หากมองข้ามช็อตไป ดิฉันก็ยังเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่เอเชียอย่างเลี่ยงไม่ได้ตราบใดที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้น หากต้องการเพิ่มพอร์ต แนะนำให้ซื้อในวันที่ตลาดหุ้นปรับลงหนัก ซื้ออะไร ซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศไว้ก่อน โดยเฉพาะที่น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลได้ด้วยยิ่งดี ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก (ยกเว้นกลุ่มอาหารส่งออก ยังปลอดภัยดี) โดยเฉพาะที่พึ่งพาแรงงานมาก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เลี่ยงไปก่อนหรือต่อราคาได้มากกว่ากลุ่มอื่น

ทาง บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ออกบทวิเคราะห์รายเดือนสำหรับเดือน ก.ย. โดยเรามองว่าบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นจากเดือน ส.ค. ด้วยเชื่อว่าแรงขายของต่างชาติจะบรรเทาลงเพราะเริ่มเข้าใกล้เทศกาลวันหยุดยาวของต่างชาติ หุ้นรายตัวที่แนะนำในเดือนนี้เน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกิจการในประเทศ มีเรื่องราวเฉพาะตัว และถูกกว่าตัวอื่นในกลุ่ม ได้แก่ BWG (กำไรฟื้นตัว) CPALL (ได้ประโยชน์จากภาษีนิติบุคคลที่จะลดลงและการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง) DTAC (หุ้นปันผลสูงและเก็งกำไร 3จี) PS (ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่ราคาหุ้นปรับขึ้นช้าที่สุดในกลุ่ม) TCAP (ดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มใกล้สุดทางและได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษีรถคันแรก)

การปรับลงหนักของ SET Index ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ PE ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 12 เท่า ต่ำกว่าภูมิภาคที่ซื้อขายเฉลี่ยที่ 13.2 เท่า หรือต่ำกว่า 9% ขณะที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ไม่นับช่วงที่การเมืองร้อนแรง) ตลาดหุ้นไทยมักซื้อขายถูกกว่าเพื่อนบ้านเฉลี่ย 1011% ถ้าเราถือว่าการเมืองเรานิ่งพอสมควรในขณะนี้ ด้วย PE ปัจจุบันก็ถือได้ว่าสมเหตุสมผล (Fairly Valued) คือไม่ถึงกับถูกจนน่าซื้อ แต่ก็ไม่ได้แพงจนน่าขาย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของตลาดหุ้นบ้านเราคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีความแข็งแกร่งอย่างมาก กำไรในครึ่งปีแรกที่เพิ่มขึ้นถึง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และที่สำคัญคือส่วนใหญ่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด จนนำไปสู่การปรับประมาณการและราคาเป้าหมายขึ้น มีให้เห็นในหลายบริษัท สิ่งนี้น่าจะทำให้ระยะห่าง หรือ Discount แคบลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ดิฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่า Bottom ของรอบนี้จะไปสิ้นสุดที่ดัชนีที่เท่าไหร่ การคำนวณด้วยวิธีต่างๆ ใช้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น แต่ไม่สามารถคำนวณ “อารมณ์” ของคนได้ ทราบแต่ว่าหากดัชนีปรับขึ้นมากๆ น่าขายสำหรับท่านที่ลงทุนสั้นๆ (ระยะนี้ตลาดยังไม่ไปไหนไกล) หากมองผลตอบแทนในปีหน้า วันที่ดัชนีลงลึก น่าซื้อสะสมค่ะ  

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน