posttoday
หวั่นบ.ยาข้ามชาติทุ่มตลาดไทย

หวั่นบ.ยาข้ามชาติทุ่มตลาดไทย

05 กันยายน 2554

หวั่นเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำผู้ผลิตยาข้ามชาติแข่งทุ่มตลาดไทย ขณะที่ราคายาในไทยจะสูงขึ้น

หวั่นเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำผู้ผลิตยาข้ามชาติแข่งทุ่มตลาดไทย ขณะที่ราคายาในไทยจะสูงขึ้น 

นายอมาล  นาจ   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ เปิดเผยว่าจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558  นั้นส่งผลให้การแข่งขันในตลาดยามีสูงขึ้นจนถึงขั้นทุ่มตลาด เพื่อตัดราคา โดยเฉพาะจากผู้ผลิตยารายใหญ่จากอินเดีย รวมถึงการแข่งขันกันสูงจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง  แต่ที่สำคัญตลาดยาจะแข่งขันเรื่องตัดราคาอย่างเดียวไม่ได้จะต้องพิจารณาเรื่องการแข่งขันของคุณภาพยาเป็นสำคัญ  

ขณะที่ในอนาคตการผลิตยาในไทยนั้นจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากจะต้องผลิตให้ได้มาตรฐาน PICS  ( Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme)  ซึ่งเป็นมาตฐานการผลิตในทวีปยุโรป ที่จะเริ่มมีผลในไทยเดือน ต.ค. 2555  ทำให้ผู้ประกอบการด้านยาในไทยต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับกับมาตรฐานดังกล่าว โดยต้องใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้านบาท  

ล่าสุดบริษัท เบอร์ลินฯ  ได้เซ็นสัญญาทางการตลาดร่วมกับบริษัท  อะสิโน จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำตลาดยาในไทย เพื่อให้คนไทยนั้น สามารถเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยาสามัญ (Generic Drug)  ซึ่งเมื่อสิทธิบัตรยาที่ให้สิทธิผูกขาดทางการตลาดต่อเจ้าของสิทธิบัตรในช่วงระยะเวลาหนึ่งหมดอายุลง บริษัท อื่นมีสิทธิ์ที่จะสามารถผลิตและจำหน่ายยาในชื่อการค้าของตนเองโดยยาที่ผลิตขึ้นนี้มีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกับยาต้นแบบทุกประการ และยังต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่บริษัท ยาข้ามชาติได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจยาสามัญ  เนื่องจาก ยาสามัญได้หมดสิทธิบัตรลงและแม้ว่า ปัจจุบันบริษัทยาข้ามชาติได้ลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถค้นคว้าหายาใหม่ๆ  มาทดแทนยาสามัญได้   ขณะที่นั้นหน่วยงานที่ควบคุมการขึ้นทะเบียนก็ไม่ต้องการที่จะรับรองยาใหม่ๆ  ซึ่งเป็นการพัฒนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  บริษัทใหญ่เหล่านี้ต้องเผชิญกับภาวะรายได้ตกต่ำอย่างรุนแรง และกำลังมองหาการแข่งขันในตลาดยาสามัญที่มีผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิบัตรหมดอายุ หรือยาเลียนแบบของคู่แข่งที่หมดสิทธิบัตรหมดอายุไปแล้ว

สำหรับตลาดยาในประเทศไทยมีมูลค่า3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ  หรือประมาณ หนึ่งแสนห้าพันล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทต่างชาติ 73% และที่เหลือเป็นผู้ผลิตยาในประเทศ  โดยบริษัท เบอร์ลินฯได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ผลิตยาใหญ่อันดับสองในไทย  ซึ่งไม่นับรวมองค์การเภสัชกรรมซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของรัฐ ที่เป็นผู้ผลิตยาสามัญรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก