
หวั่นบ.ยาข้ามชาติทุ่มตลาดไทย
หวั่นเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำผู้ผลิตยาข้ามชาติแข่งทุ่มตลาดไทย ขณะที่ราคายาในไทยจะสูงขึ้น
หวั่นเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำผู้ผลิตยาข้ามชาติแข่งทุ่มตลาดไทย ขณะที่ราคายาในไทยจะสูงขึ้น
นายอมาล นาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ เปิดเผยว่าจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นั้นส่งผลให้การแข่งขันในตลาดยามีสูงขึ้นจนถึงขั้นทุ่มตลาด เพื่อตัดราคา โดยเฉพาะจากผู้ผลิตยารายใหญ่จากอินเดีย รวมถึงการแข่งขันกันสูงจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง แต่ที่สำคัญตลาดยาจะแข่งขันเรื่องตัดราคาอย่างเดียวไม่ได้จะต้องพิจารณาเรื่องการแข่งขันของคุณภาพยาเป็นสำคัญ
ขณะที่ในอนาคตการผลิตยาในไทยนั้นจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากจะต้องผลิตให้ได้มาตรฐาน PICS ( Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ซึ่งเป็นมาตฐานการผลิตในทวีปยุโรป ที่จะเริ่มมีผลในไทยเดือน ต.ค. 2555 ทำให้ผู้ประกอบการด้านยาในไทยต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับกับมาตรฐานดังกล่าว โดยต้องใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้านบาท
ล่าสุดบริษัท เบอร์ลินฯ ได้เซ็นสัญญาทางการตลาดร่วมกับบริษัท อะสิโน จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำตลาดยาในไทย เพื่อให้คนไทยนั้น สามารถเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยาสามัญ (Generic Drug) ซึ่งเมื่อสิทธิบัตรยาที่ให้สิทธิผูกขาดทางการตลาดต่อเจ้าของสิทธิบัตรในช่วงระยะเวลาหนึ่งหมดอายุลง บริษัท อื่นมีสิทธิ์ที่จะสามารถผลิตและจำหน่ายยาในชื่อการค้าของตนเองโดยยาที่ผลิตขึ้นนี้มีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกับยาต้นแบบทุกประการ และยังต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา
อย่างไรก็ตามสาเหตุที่บริษัท ยาข้ามชาติได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจยาสามัญ เนื่องจาก ยาสามัญได้หมดสิทธิบัตรลงและแม้ว่า ปัจจุบันบริษัทยาข้ามชาติได้ลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถค้นคว้าหายาใหม่ๆ มาทดแทนยาสามัญได้ ขณะที่นั้นหน่วยงานที่ควบคุมการขึ้นทะเบียนก็ไม่ต้องการที่จะรับรองยาใหม่ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริษัทใหญ่เหล่านี้ต้องเผชิญกับภาวะรายได้ตกต่ำอย่างรุนแรง และกำลังมองหาการแข่งขันในตลาดยาสามัญที่มีผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิบัตรหมดอายุ หรือยาเลียนแบบของคู่แข่งที่หมดสิทธิบัตรหมดอายุไปแล้ว
สำหรับตลาดยาในประเทศไทยมีมูลค่า3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ หนึ่งแสนห้าพันล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทต่างชาติ 73% และที่เหลือเป็นผู้ผลิตยาในประเทศ โดยบริษัท เบอร์ลินฯได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ผลิตยาใหญ่อันดับสองในไทย ซึ่งไม่นับรวมองค์การเภสัชกรรมซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของรัฐ ที่เป็นผู้ผลิตยาสามัญรายใหญ่ที่สุดของประเทศ







