
กฟผ.เร่งปรับตัวเน้นสร้างรายได้
กฟผ.ปรับโครงสร้างบริหาร ตั้งสายพัฒนาธุรกิจมุ่งหารายได้เสริมปีละ 2,500 ล้านบาทจากบริการบำรุงสายส่งโรงไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ
กฟผ.ปรับโครงสร้างบริหาร ตั้งสายพัฒนาธุรกิจมุ่งหารายได้เสริมปีละ 2,500 ล้านบาทจากบริการบำรุงสายส่งโรงไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ
นายพิษณุ ทองวีระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ทั้งหมด โดยในส่วนของฝ่ายพัฒนาธุรกิจได้นำสายงานระบบขนส่ง การบำรุงรักษา และสายวิศวกรรมก่อสร้างมาอยู่ในสายงานเดียวกัน เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้ให้กับองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เฉลี่ยปีละ 2,500 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตปีละ 10-20%
ทั้งนี้ สายพัฒนาธุรกิจจะเน้นการให้บริการบำรุงรักษาและการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า ซึ่งมีลูกค้าทั้งโรงไฟฟ้าเอกชนของไทยและโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยในอนาคตมีแผนเข้าไปให้บริการกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้มากขึ้น คือ ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม เนื่องจาก กฟผ.มีศักยภาพตลอดจนความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกันเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
สำหรับการให้บริการกับโรงไฟฟ้าในประเทศนั้น ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เกิดได้ยากและไม่มีความแน่นอน ทำให้ไม่สามารถขยายการให้บริการได้มากนัก เนื่องจากยังมีอุปสรรคจากปัญหามวลชนในพื้นที่ ในขณะที่การเข้าไปให้บริการดูแลโรงไฟฟ้าในต่างประเทศมีโอกาสเติบโตที่ดีกว่า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าในลาว เพราะมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นหลายแห่ง
นายพิษณุ กล่าวว่า กฟผ.ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ให้กับสายงานพัฒนาธุรกิจนี้ปีละ 1020% หรือมีรายได้ปีละ 2,500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ให้บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า มีรายได้ปีละ 2,100-2,200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุสัญญาเป็นระยะยาว 15-20 ปี ตามอายุโรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังมี 5 โครงการสำคัญ คือ โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าของบริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นที่สุวรรณภูมิ โครงการน้ำงึม 2 โครงการหงสา และยังมีงานซ่อมเฉพาะกิจที่เข้ามาแต่ละปีที่จะช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
นายธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป จะเริ่มการดำเนินงานภายใต้โครงสร้างการบริหารงานใหม่ที่ได้มีการปรับปรุง โดยแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานไปปฏิบัติงานบริษัทในเครือ กฟผ. 3 ราย และตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการ 5 ราย ซึ่งโครงสร้างใหม่จะมีการปรับปรุงสายงานให้มีความกระชับทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด







