posttoday
กลุ่มสื่อสารมีหวัง3จีภายใต้รัฐบาลใหม่

กลุ่มสื่อสารมีหวัง3จีภายใต้รัฐบาลใหม่

05 กันยายน 2554

บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารได้พลิกทันทีที่ได้รัฐบาลใหม่เป็นพรรคเพื่อไทย

บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารได้พลิกทันทีที่ได้รัฐบาลใหม่เป็นพรรคเพื่อไทย

เพราะเริ่มมีความหวังว่าใบอนุญาตประกอบธุรกิจโทร.มือถือระบบ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เกิดขึ้นได้ ผิดไปจากอารมณ์การลงทุนของหุ้นกลุ่มนี้ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

การถกเถียงเรื่องกำหนดการออกใบอนุญาต 3จี มีขึ้นตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีอุปสรรคเรื่องกฎหมายและกฎเกณฑ์หลายด้าน อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่เกิดขึ้นเชื่อว่าใกล้วันเวลานั้นแล้ว

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า แผนของหน่วยงานรักษาการ คือ การจัดทำร่างแผนแม่บทให้แล้วเสร็จ และส่งต่อให้กับ กสทช. เพื่อทำความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

 

กลุ่มสื่อสารมีหวัง3จีภายใต้รัฐบาลใหม่

เมื่อ กสทช.ถูกจัดตั้งขึ้น การทำแผนแม่บททั้งสองแผน และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้แล้วเสร็จเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้การประมูลใบอนุญาต 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เกิดขึ้น

สำหรับกระบวนการจัดตั้ง กสทช. วุฒิสภายังคงผลักดันเรื่องนี้อยู่ และตั้งเป้าที่จะคัดเลือกสมาชิกกรรมการกิจการ กสทช. 11 คน จากบัญชีรายชื่อผู้สมควรเป็น กสทช. จำนวน 44 คน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ก.ย. ก่อนถึงวันครบกำหนดในวันที่ 11 ก.ย.

ถึงแม้จะมีข้อร้องเรียนอื่นๆ เกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก ซึ่งบางคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยศาลปกครอง แต่เชื่อว่าการจัดตั้ง กสทช. น่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้มั่นใจ คือ คำตัดสินของศาลปกครองล่าสุดที่ออกมาเป็นบวกต่อวุฒิสภา

ปี 2553 ที่ผ่านมาบรรยากาศค่อนข้างเลวร้ายสำหรับอนาคตใบอนุญาต 3จี ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

ประการแรก ได้รับการคัดค้านจาก บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม เพราะทำให้ทั้งสององค์กรเจ้าของสัมปทานธุรกิจโทร.มือถือสูญเสียส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทาน มีเพียงบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เท่านั้นที่ได้ใบอนุญาต 3จี ภายใต้สัญญาใหม่กับ กสทฯ และได้รับอนุมัติจาก กทช. ในการเปิดให้บริการ 3จี ได้ 1,000 แห่งเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นรายแรก โดยอาศัยการตีความจากอัยการสูงสุดว่า กทช.มีอำนาจในการให้ใบอนุญาต

ประการที่สอง การให้ใบอนุญาตดังกล่าวของ กทช.สร้างความสงสัยให้คนทั้งประเทศ จากที่ในปี 2550 ได้มีการจัดตั้ง กสทช.ให้เป็นหน่วยงานเดียวที่กำกับดูแลทั้งคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และคลื่นความถี่โทรคมนาคม ส่งผลให้ศาลสั่งระงับใบอนุญาตในนาทีสุดท้าย

ประเด็นสำคัญ คือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่ทำให้ศาลดึงใบอนุญาต 3จี คืนใน 2 เหตุผล คือ

เหตุผลแรก เงินค่าใบอนุญาตต้องจ่ายให้ กสทช. ในปี 2556 ทั้ง ทีโอที และ กสทฯ จะสามารถเก็บค่าธรรมเนียมสัมปทานได้ไม่นาน ทั้งสององค์กรต้องมอบรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้ กสทช.ที่จะมาแทนที่ รมว.คลัง จึงเป็นแรงจูงใจให้ทั้งสององค์กรยื้อให้ใบอนุญาต 3จี ให้ล่าช้าออกไปเพื่อมิให้สูญเสียรายได้

“จิรายุทธ รุ่งศรีทอง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสทฯ กล่าวว่า มีรายได้ต่อปี 5 หมื่นล้านบาท กำไรปีละ 6,000 ล้านบาท โดยรายได้ 60% หรือ 3 หมื่นล้านบาท มาจากสัญญาสัมปทาน

ทั้งนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือ 55% มาจากบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) 30% มาจากบริษัท ทรูมูฟ และ 10% มาจากบริษัท ดิจิตอล โฟน (ดีพีซี)

หาก กสท.ต้องนำส่งรายได้จากสัญญาสัมปทานทั้งหมดเข้า กสทช. ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่จะเริ่มเก็บในเดือน ธ.ค. 2556 จะส่งผลให้ผลประกอบการของ กสทฯ ในปี 2557 ขาดทุนสุทธิมากกว่า 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะพลิกมามีกำไรในปี 2558 เป็นต้นไป

“ถ้าคิดเฉพาะรายได้ของ กสทฯ โดยไม่รวมรายได้สัมปทานก็ขาดทุนอยู่แล้ว แต่เมื่อคิดรายได้รวมแล้ว กสทฯ จึงมีกำไร ดังนั้นจึงต้องหารายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม”

กสทฯ หวังว่าธุรกิจที่จะเลี้ยงองค์กรในอนาคตคือการให้บริการ 3จี เอชเอสพีเอ ของ กสทฯ เอง และที่ทำสัญญาร่วมกับกลุ่ม TRUE และบริการไฟเบอร์ทูเดอะเอ็กซ์ (เอฟทีทีเอ็กซ์)

เหตุผลที่สอง การจัดตั้ง กสทช.สามารถคัดเลือกตัวแทนจากวิชาชีพ 22 คน และผ่านการสรรหา 22 คน รวม 44 คน เพื่อเสนอให้วุฒิสภาเลือกให้เหลือ 11 คน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 60 วัน หรือวันที่ 11 ก.ย.นี้ หากไม่สำเร็จอำนาจจะตกไปอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่สามารถตั้ง กสทช.ทั้ง 11 คน ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้ยังมีความยุ่งเหยิงในขั้นตอนการคัดเลือก แต่เชื่อว่าปัญหาจะคลี่คลายไปตาม พ.ร.บ.ที่กำหนดแนวทางไว้เพื่อประเมินผลกระทบต่อบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ DTAC

ทั้งนี้ หากมีการจัดตั้ง กสทช.ในครึ่งหลังปีนี้และสามารถออกใบอนุญาตได้ในครึ่งหลังปี 2555 และประกอบการได้ครึ่งแรกปี 2556

นักวิเคราะห์ซิตี้กรุ๊ป ประเมินว่า ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้า 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นราคาที่ประเมินขึ้นมาอย่างระมัดระวัง และเป็นราคาที่สูงกว่าราคาใบอนุญาตของ กทช. ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งไว้เมื่อปี 2553

ส่วนแบ่งรายได้ 3จี ประมาณ 6% และคาดว่าค่าธรรมเนียมรายปีใบอนุญาตอย่างมากเท่ากับ 2%

ผู้บริโภคจะประหยัดต้นทุน 5% จากการเปลี่ยนจาก 2จี เป็น 3จี จากการที่ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทาน

นอกจากนั้น เชื่อว่า 34% ของผู้ใช้บริการโทร.มือถือจะเปลี่ยนมาใช้ 3จี ในปี 2556 เพิ่มขึ้น 70% ภายใน 5 ปีของการให้บริการเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการลงทุนในระบบ 3จี 3.5 หมื่นล้านบาท สำหรับ DTAC และ 4 หมื่นล้านบาท สำหรับ ADVANC ในระยะเวลามากกว่า 3 ปี ที่จะทำให้การให้บริการระบบ 2จี ลดลง 20% จากปัจจุบัน

นอกจากนั้นจะทำให้ราคาเป้าหมายของ ADVANC เพิ่มขึ้นเป็น 153.5 บาท และ DTAC 84.5 บาท และไม่เชื่อว่า TRUE จะเสนอขอใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์อย่างจริงจัง เพราะพอใจกับผลประโยชน์จากสัญญาด้านการตลาดที่ทำไว้กับ กสทฯ นานถึง 14 ปี พร้อมกับการรวมกิจการกับฮัทช์ (ทรูมูฟ เอช)

“ทมยันตี คงพูลศิลป์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTOUCH) บริษัทแม่ของ ADVANC กล่าวว่า ได้ตั้งงบลงทุนใน 3จี ใน 3 ปีแรกไว้ 5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นทุนของบริษัทและการกู้ยืม เพราะขณะนี้บริษัทยังไม่มีหนี้ ภายใต้นโยบายจ่ายปันผล 100%

“บริษัทมีเงินสดพอ ผลงานดี จ่ายได้ เราจะดูแลทั้งสองส่วน คือ ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้”

ปี 2554 ADVANC ตั้งงบลงทุนเป็น 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีงบลงทุนเพียง 5,000 ล้านบาท เมื่อเดือน ส.ค. เพิ่งเริ่มให้บริการโทร.มือถือระบบ 3จี บนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์

สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ซิตี้กรุ๊ป ที่ว่า การลงทุนใน 3จี ของทั้ง ADVANC และ DTAC จะไม่เป็นข้อจำกัดให้มีการจ่ายปันผลน้อยลง เพราะช่วงระหว่างที่มีการขยายเครือข่าย 3จี หนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) ที่เพียง 0.9 เท่าสำหรับ DTAC และ 0.7 เท่า สำหรับ ADVANC ที่จะสร้างประสิทธิภาพสำหรับสองบริษัทในการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่ง แม้ว่ากระแสเงินสดจะลดลงจากการที่ต้องนำไปจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าและลงทุน แต่บริษัทจะจัดการได้ด้วยการกู้ยืมมา

ในขณะเดียวกัน TRUE จะไม่สามารถให้อัตราผลตอบแทนได้ดีเท่าสองบริษัทข้างต้น ด้วยสัดส่วนหนี้ต่ออีบิตดาถึง 3 เท่า ทำให้ไม่มีความสามารถได้ใบอนุญาต 3จี จาก กสทช.ได้

ซิตี้กรุ๊ปแนะนำซื้อหุ้น ADVANC และ DTAC โดยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป้าหมายเป็น 140.7 บาท และ 75.3 บาท ตามลำดับ และให้ราคาเป้าหมาย TRUE 2.73 บาท จากการรวมกิจการกับฮัทช์ที่ทำให้ต้นทุนภายใต้บริการ 2จี ลดลง แต่ยังคงสงสัยเกี่ยวกับคดีความที่ยังค้างอยู่ที่ศาลระหว่าง กสท. กับ TRUE ที่รับช่วงจากเครือข่ายเอชเอสพีเอของ กสทฯ ในข้อตกลงด้านการตลาด

สิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนในหุ้นสื่อสารตอนนี้ คือ ความเสี่ยง และผลตอบแทน เทียบกันแล้วยังน่าสนใจภายใต้หุ้นสองบริษัท คือ ADVANC และ DTAC ที่ได้ดีจากสถานการณ์นี้ จากราคาที่ปรับขึ้นมาอย่างชัดเจนได้ประมาณ 3 เดือน จนกระทั่งปัจจุบันราคาถ้านับจากต้นปีขึ้นมาประมาณ 29% มากกว่าการขึ้นของดัชนีหุ้นไทย จากบรรยากาศของกฎเกณฑ์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่กระเตื้องขึ้นที่จะส่งผลให้มีการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นขึ้น

ภายใต้นโยบายยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ทั้งสองบริษัทบอบช้ำมามากแล้วจากธุรกิจที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมาพรรคเพื่อไทย–ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นับว่าส่งผลดีต่อกลุ่มสื่อสารผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมจากระบบสัมปทานสู่การให้ใบอนุญาต

สำหรับสัญญาสัมปทานที่ผู้ประกอบการทั้งสามรายได้ทำไว้ภายใต้ระบบ 2จี นั้น TRUE จะหมดอายุปี 2556 ADVANC ปี 2558 และ DTAC ปี 2561

ความไม่แน่นอนคือหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ภายใต้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 อำนาจจะตกไปอยู่ที่ กสทช. สินทรัพย์จะกลับไปที่ ทีโอที และ กสทฯ และข้อมูลของลูกค้าจะอยู่ที่ผู้ประกอบการ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน