
ทองออนไลน์วิถีอยู่รอดของผู้ค้าทองตู้แดง
ร้านทองคำเจ๊ง เป็นสถานการณ์สวนทางกับราคาทองคำที่ทะลุเพดานแล้วเพดานเล่า
ร้านทองคำเจ๊ง เป็นสถานการณ์สวนทางกับราคาทองคำที่ทะลุเพดานแล้วเพดานเล่า
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ร้านทองคำเจ๊ง เป็นสถานการณ์สวนทางกับราคาทองคำที่ทะลุเพดานแล้วเพดานเล่า เพราะการพุ่งขึ้นนั้นเป็นลักษณะฟันปลา สร้างความเสี่ยงให้ไม่เพียงเฉพาะนักลงทุนเท่านั้น หากแต่ผู้ค้าทองที่ไม่รู้เท่าทันก็ล่มจมตามไปด้วย
สภาพการณ์เช่นนี้ ผู้ค้าทองเหล่านี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร “โพสต์ทูเดย์” ขอนำบทเรียนที่ดีเหล่านี้มานำเสนอ
ราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีที่ 1,420 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. 2554 มาเคลื่อนไหวในกรอบที่ 1,818-1,813 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ สร้างผลตอบแทนประมาณ 29% สูงกว่าดัชนีหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.52% ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
นั่นเป็นการคำนวณแบบหยาบๆ ยังไม่นับรวมค่าความผันผวนที่ทำให้นักลงทุนปั่นป่วนอาจมากกว่าตลาดหุ้นด้วยซ้ำไป กับการปรับราคาทองคำในประเทศตามราคาในตลาดโลกเมื่อนำค่าเงินบาทเทียบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาคิด ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นลงเลขสองหลักขึ้นไปในหนึ่งวัน
ความเสี่ยงจากความผันผวนขึ้นลงของทองในวันเดียว ที่บวกความเสี่ยงจากค่าเงินเข้าไปด้วยนี้ ทำให้ผู้ค้าทองและนักลงทุนกลายเป็นเศรษฐีและยาจกได้ในชั่วพริบตา
ราคาทองคำนั้นมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ที่เศรษฐกิจประเทศสำคัญอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรปออกอาการย่ำแย่ ราคาทองถูกกลืนไปกับข่าวและตัวเลขเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
สินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐที่เสื่อมค่าตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่เลวลง ทำให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศรวมถึงกองทุนต่างๆ โผเข้าหาทองคำในฐานะสินทรัพย์มั่นคงแทบจะทดแทนเป็นเงินอีกสกุลหนึ่งก็ว่าได้
นักค้าทองและนักวิเคราะห์ในตลาดมีการคาดกันไปถึงว่าราคาทองคำปีนี้จะพุ่งขึ้นไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และการที่ราคาแตะถึง 1,830 เหรียญสหรัฐ ในทางเทคนิคถือว่าราคาทองน่าจะไปต่อได้โดยไม่สะดุด และการปรับฐานของราคาทองคำนั้นสิ้นสุดแล้ว และน่าจะไปต่อได้โดยไม่ถอยตัวแรงดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานว่า โคลัมเบียเข้าซื้อทองในเดือน ก.ค. ซึ่งถือเป็นการเข้าซื้อทองครั้งแรกในรอบ 13 ปี ขณะที่รัสเซียเพิ่มปริมาณทองคำสำรองสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่ มีแนวโน้มกระจายพอร์ตลงทุนในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองสุทธิ 2.24 ตัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 132 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามราคาปัจจุบัน ประเทศที่เข้าซื้อทองมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 ได้แก่ จีนที่เพิ่มปริมาณการถือครองทองขึ้นกว่า 450 ตัน ในขณะที่รัสเซียเพิ่มขึ้นราว 400 ตัน และอินเดียเพิ่มขึ้นราว 200 ตัน
สถานการณ์ตื่นทองที่ชัดเจนอย่างมากในช่วงประมาณสองปีที่ยืดเยื้อของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้โกลด์ ฟิวเจอร์ส แทบตลาดแตก ขณะเดียวกันผู้ค้าทองเริ่มทำธุรกิจครบวงจรมากขึ้น สลัดทิ้งทัศนคติเดิมที่ขายแค่ผ่านตู้แดงแถวเยาวราช ที่แข่งแรงจนบางร้านต้องปิดตัวตายไป
“วรชัย ตั้งสิทธิ์ภักดี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน กล่าวว่า การซื้อขายทองคำบนอินเทอร์เน็ตของผู้ค้าทองคำได้เริ่มต้นขึ้นแล้วหลังจากบริษัทจัดตั้งขึ้น จากก่อนหน้านี้มีของบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ของ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ และบริษัท ออสสิริส เพียงสองราย
ทั้งนี้ จีที โกลด์ บูลเลี่ยน เกิดขึ้นหลังวันสงกรานต์และทำธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อ 3 เดือนก่อนและประสบผลสำเร็จอย่างสูง จากเดิมที่คาดว่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการเพียง 200-300 ราย แต่มีลูกค้าแห่งเข้ามาใช้บริการถึง 500 ราย มูลค่าการซื้อขายล่าสุดครึ่งเดือน ส.ค. สูงถึง 1,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายสูงถึง 8,000 ล้านบาท
พฤติกรรมลูกค้ามักจะมีการซื้อขายรอบเดียวแต่หลายราคาและทยอยขาย ไม่ได้ขายหมดทั้งพอร์ต เนื่องจากซื้อมาหลายราคา
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ที่ดำเนินธุรกิจนี้มา 7 ปีแล้ว เล่าว่า พฤติกรรมนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจาก 7 ปีที่ผ่านมา
แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความนิยมของลูกค้าที่เข้ามาซื้อขายออนไลน์มากขึ้น จากจุดเริ่มต้น 500 ราย เมื่อ 5 ปีก่อน ก้าวกระโดดมาเป็น 5,000 ราย ในช่วง 2 ปีที่ทองคำได้รับความนิยมในการลงทุน
ทั้งนี้ เพราะไม่ต้องไปเข้าคิวซื้อทองหน้าร้าน เพียงแต่ โทร.มา หรือทำรายการบนอินเทอร์เน็ต
นพ.กฤชรัตน์ บอกว่า การซื้อขายทองคำออนไลน์มีการส่งมอบจริง และมีความสะดวกกว่าการไปซื้อหน้าร้าน โดยมีการฝากทองคำไว้ที่บริษัทกรณีซื้อขาย และมีการโอนเงินผ่านบัญชี หรือบัตรเดบิตที่ลูกค้าทำไว้กับบริษัท การซื้อขายก็แค่เพียงแฟกซ์ใบถอนหรือฝากเงินให้บริษัทค้าทางที่ทำรายการด้วย
เงื่อนไขในการทำบัตรเดบิต คือ ลูกค้าต้องมีเงินฝากไว้กับธนาคารที่บริษัทร่วมออกบัตรด้วย และเสียค่าธรรมเนียมรายการละ 10 บาท ที่บางผู้ค้าทองคำจ่ายให้
ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายทองออนไลน์นั้นถูกกว่าซื้อขายทองแท่งหน้าร้าน ที่มีส่วนต่างต่อบาททองคำระหว่างราคาซื้อราคาขาย 100 บาทต่อบาททองคำ แต่การซื้อขายบนอินเทอร์เน็ตราคาต่างกันเพียง 50 บาทต่อบาททองคำเท่านั้น เพราะซื้อง่ายขายคล่อง หมุนเวียนถัวเฉลี่ยในการซื้อขายแล้ว ได้มากกว่าขายทองหน้าร้านที่มีความคล่องตัวน้อยกว่าและความเสี่ยงมากกว่า
“วรชัย” เล่าว่า การตั้งจีที โกลด์ บูลเลี่ยน ของผู้ค้าปลีกและค้าส่งทองคำ 8 ราย นำโดยบริษัท ห้างทองจินฮั้วเฮง ของ “จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำ บิดาของเขา เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้ค้าทองคำรายย่อยในการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของผู้ค้าทองย่านเยาวราช เปรียบเสมือนตลาดสดที่ปรับเป็นร้านค้าทันสมัย ถ้าจะให้อยู่รอดในการค้าทองยุคใหม่
“ทองตู้แดงย่านเยาวราชกำไรหดตัวขึ้นทุกวันแม้ทองคำมีลูกค้าเพิ่ม เพราะการแข่งขันที่สูงมาก ในจำนวนเงินลงทุนที่พุ่งขึ้นตามราคาทอง ทำให้หั่นราคาส่วนต่างซื้อขายทองลงจากที่เคยได้บาททองคำละ 100 บาท เหลือ 50 บาท แต่ทองออนไลน์แม้คิดส่วนต่างน้อยกว่าที่ 4070 บาท แต่ซื้อง่ายขายคล่องกว่า ได้ปริมาณ”
ทั้งนี้ ผู้ค้าส่งและค้าปลีกอีก 7 ราย ประกอบด้วย บริษัท ห้างทองซินเจี้ยเชียง ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เสี่ยงเส็งเฮง พาณิชย์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หลู่ชั่งฮวด บริษัทห้างขายทอง ทองใบเยาวราช (1988) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองน่ำเชียง บริษัท ไฟน์โกลด์ และบริษัท ลอยัล คลาสสิค โกลด์ บูลเลี่ยน
หลังจากก่อนหน้านี้ ได้รวมตัวกันตั้งบริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ ทำธุรกิจโกลด์ ฟิวเจอร์ส ในตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX มาแล้ว และประสบความสำเร็จอย่างสูง มูลค่าการซื้อขายติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ค้าทองคำที่เป็นโบรกเกอร์โกลด์ ฟิวเจอร์ส ทั้ง 6 ราย แต่ในจีทีเวลธ์นั้น มีบริษัท ห้างทองหลูชั่วเฮง เฮงฮวด บริษัท ห้างทองทองภัทร บริษัท โกลด์ สมิท บริษัท ห้างทองสุโขทัยภัณฑ์ และห้างทองทองสวย พ่วงเข้ามาด้วย







