
เล็งคุมออกตั๋วบี/อี
ธปท.หวั่นดอกสูงรายย่อยซื้อรัฐไม่คุ้มครองเหมือนเงินฝาก
ธปท.หวั่นดอกสูงรายย่อยซื้อรัฐไม่คุ้มครองเหมือนเงินฝาก
ธปท.เล็งออกเกณฑ์ควบคุมการออกตั๋วบี/อีเพิ่มเติม หวั่นสร้างปัญหาต่อสภาพคล่องเงินสดของระบบการเงินในประเทศ หลังเห็นสัญญาณผู้ฝากรายย่อยนิยมมากขึ้น
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เห็นด้วยกับกระทรวงการคลังที่เป็นห่วงว่า จะมีนักลงทุนรายย่อยที่ยังไม่เข้าใจและไม่มีความรู้ในตั๋วเงินฝาก (ตั๋วบี/อี) แต่เข้าลงทุนเพราะอาจจะได้รับการเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ระดมเงินฝาก ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะตั๋วบี/อีนั้นจะไม่อยู่ในระบบการคุ้มครองเงินฝาก จึงอยากให้ดูแลให้เป็นระบบมากขึ้น
ทั้งนี้ โครงสร้างของตั๋วบี/อี กระจุกตัว มีการออกเป็นล็อตๆ หากประชาชนไปไถ่ถอนพร้อมกันในช่วงเวลาที่ครบกำหนดอาจจะสร้างปัญหาให้กับการบริหารจัดการสภาพคล่องเงินสดของระบบให้มีความยากลำบากได้ ต่างจากเงินฝากที่กระจายหลายช่วงเวลา ทำให้บริหารสภาพคล่องได้ง่ายกว่า
ด้าน นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าปริมาณการออกตั๋วบี/อีของธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในครึ่งแรกของปีนี้มีสัดส่วนประมาณ 15% ของฐานเงินฝากรวมทั้งระบบจากเดิมที่มีประมาณ 9-10%
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของตั๋วบี/อียังไม่น่าเป็นห่วง เพราะเมื่อเทียบกับฐานเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ที่มีสัดส่วนถึง 98% ของเงินบัญชีเงินฝากทั้งหมดที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว ถือว่าตั๋วบี/อียังมีสัดส่วนที่น้อยมาก
“ถ้าดูในปัจจุบันตั๋วบี/อีไม่ได้มีปัญหาอะไรน่าห่วง ยิ่งในเรื่องฐานะของธนาคารพาณิชย์ยิ่งไม่มีปัญหาเพราะฐานะเข้มแข็ง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูง ระดับหนี้เสียไม่มากเหมือนในอดีต แต่ถ้าดูในอนาคตที่ปริมาณความต้องการตั๋วบี/อีอาจจะเพิ่มมากขึ้น และได้รับความนิยมจากผู้ฝากรายย่อยที่เป็นระดับล่างๆ ลงไปมากขึ้น” นายเกริก กล่าว
ฉะนั้น เพื่อความระมัดระวังเราก็อาจจะพิจารณาออกหลักเกณฑ์ควบคุมเพิ่มเติม ถ้าดูให้รอบคอบแล้วเห็นว่าอาจจะสร้างปัญหาในอนาคตได้ แต่ที่ดูเบื้องต้นไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะคนที่มาลงทุนในบี/อีส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่มีศักยภาพเป็นไซเน็ตเวิร์ก ที่ที่คลังอยากให้คุมเพิ่มน่าจะเป็นเพราะห่วงกลุ่มคนล่างๆที่จะเข้ามาลงทุนเพราะอยากได้ดอกเบี้ยสูงแต่ขาดความเข้าใจมากกว่า” นายเกริกกล่าว
นายเกริก กล่าวว่า การจะโอนงานการกำกับดูแลตั๋วบี/อีไปให้สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือไม่ ไม่น่าจะมีประเด็นอะไร ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันดูแลให้รอบครอบ เพราะหากในอนาคตเกิดปัญหากับนักลงทุนหรือผู้ถือตั๋วที่บี/อีที่มีจำนวนมากที่ไม่รับการคุ้มครองเงินฝากก็อาจจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนในระบบการเงินหรือความน่าชื่อถือของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตามปัจจุบันการออกตั๋วบี/อี ทาง ก.ล.ต. และ ธปท.ก็ได้เข้ามาร่วมกันดูแลอยู่แล้ว เพราะถือว่าตั๋วบี/อี เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการดูแลระบบและดูแลคุ้มครองผู้ฝากเงินหรือประชาชนผู้บริโภค ธปท.ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินการทั้ง 3 เรื่องอยู่แล้วคือ การกำกับดูแลสถาบันการเงิน การดูแลระดับหนี้เสียในระบบ และการมีระบบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งครอบคลุมพอสมควรในการดูแลประชาชนผู้บริโภค ส่วนใหญ่ให้รู้จักความเสี่ยงและได้รับความเสียหายน้อยที่สุดแต่การพิจารณาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมจะทำเพื่อความรอบครอบในอนาคตเพราะเกี่ยวข้องคนหมู่มาก







