
ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารบ้านเมืองยังสาระวนอยู่กับเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายคน...มากกว่าเรื่องสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารบ้านเมืองยังสาระวนอยู่กับเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายคน...มากกว่าเรื่องสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ
โดย..สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
เรื่องอัตราเงินเฟ้อในเดือน ส.ค. ที่ทะยานพุ่งสูงอย่างน่าเป็นห่วง กลายเป็นข่าวเล็กๆ ที่มีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องการสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้นำองค์กรเพียงคนสองคน
บางครั้ง สื่อมวลชนก็หลงลืมไปว่ายังมีผู้คนอีกหลายล้านคนที่ติดตามอ่านข่าวสารบ้านเมือง และเขาเหล่านั้นสนใจเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องอำนาจวาสนาของคนเพียงไม่กี่คนที่จะดำรงตำแหน่งเดิมหรือไม่ อย่างไร ฉะนั้น อยากฝากกระตุกให้ฉุกคิดว่า...ใครจะมาใครจะไป ใครจะแต่งตั้งใคร ใครจะโยกย้าย ใครจะเป็นใหญ่อย่างไร ก็เป็นแค่เรื่องปัจเจกบุคคล อยากให้สื่อมวลชนมุ่งความสนใจกับเรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมากเป็นหลัก
พูดถึงเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายคนใหญ่คนโตของแต่ละหน่วยงาน มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ใครขึ้นมาใหม่ก็ต้องการคนที่เชื่อถือเชื่อมือได้มาทำงานด้วย เพื่อให้งานในความรับผิดชอบเกิดดอกออกผลตามที่แบกรับภาระไว้
คนที่ทำงานดีมีผลงาน มีเส้นทางเติบโตอย่างถูกต้อง คิดว่าไม่น่าต้องวิตกกังวลว่าจะถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย เว้นแต่ใครที่ฝีมือไม่ดี ผลงานไม่ได้ แถมไต่เต้าเติบโตด้วยวิธีพิเศษ อันนี้ก็ต้องหวาดเสียวเป็นของธรรมดา ตัวเองเคยทำอะไรไว้ ย่อมรู้อยู่แก่ใจ สิ่งที่เคยทำไว้กับคนอื่น วันนี้ก็อาจเกิดขึ้นกับตัวเองได้เช่นกัน สัจธรรม กรรมติดจรวดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย จังหวะนี้ ไหนๆ ก็อยู่ในช่วงจัดทัพปรับคน ก็อยากเสนอให้เปิดโอกาสรับฟังเสียงของประชาชนเป็นข้อมูลในการพิจารณาอีกด้าน ในเมื่อหน่วยงานรัฐต้องให้บริการกับประชาชน ประชาชนก็ควรมีส่วนสะท้อนความรู้สึก ความคิด ความอ่าน ความต้องการ และความพึงพอใจ กลับไปให้ผู้มีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานนั้นๆ ใช้ตัดสินใจ
หากประชาชนสะท้อนความคิดเห็นว่า หน่วยงานนั้นๆ ทำงานได้ดี มีผลงานเป็นที่พึงพอใจ ช่วยแก้ไขปัญหารวดเร็ว อันนี้ก็ควรให้้โอกาสผู้นำองค์กรนั้นๆ ทำงานต่อไปในยุคนี้ได้ คนทำดีก็ควรได้ดี ไม่น่าไปโยกย้ายให้ถูกกล่าวหาว่า กลั่นแกล้ง แต่ถ้าเสียงสะท้อนออกมาว่า แย่ งานการไม่ดี ทำงานไม่ได้เรื่อง ผลงานรับไม่ได้ แก้ไขปัญหาล่าช้า เอาเวลาไปรับใช้นักการเมือง ไม่ใส่ใจทุกข์สุขชาวบ้าน อันนี้ก็สามารถใช้เป็นเหตุผลใหญ่ในการจัดการผู้นำองค์กรนั้นๆ อย่างชอบธรรม
ที่ผ่านมา เรื่องหนักๆ ที่เป็นความทุกข์ยากของประชาชน ไม่ว่าเรื่องข้าวยากหมากแพง เรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เรื่องการช่วยเหลือแรงงาน เรื่องบริการสาธารณูปโภคทั้งหลาย และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน ประชาชนได้รับการดูแลเอาใจใส่แก้ไขปัญหาอย่างไร ลองให้สถาบันที่เชื่อถือได้ช่วยทำการสำรวจความคิดเห็นภาคประชาชนอย่างจริงจัง ผมมั่นใจว่า นอกจากจะเป็นประโยชน์ในเรื่องการโยกย้าย เปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานแล้ว ยังจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ข้าราชการทุกหน่วยงานเร่งทำงานเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างจริงจัง
นอกจากเสียงสะท้อนของประชาชนผู้ใช้บริการโดยตรงแล้ว ยังอาจหาข้อมูลอีกด้านมาร่วมประกอบการพิจารณาได้อีกทาง คือ การสำรวจความคิดเห็นของพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานนั้นๆ พนักงานของรัฐ ก็คือ ประชาชนเช่นกัน หากผู้นำองค์กรเป็นคนดีมีผลงาน บริหารจัดการโปร่งใสเป็นธรรม สร้างคุณูปการไว้กับองค์กร พนักงานทั้งหลายก็ย่อมจะสะท้อนในทางที่ดีและต้องการให้ผู้นำของตัวเองอยู่ต่อไป พวกเขาคงไม่อยากให้ผู้นำที่เขารักถูกโยกย้าย แต่ถ้าข้อมูลออกมาตรงข้าม พนักงานทั้งหลายจะเป็นผู้เสนอท่านเองว่า ให้จัดการโยกย้ายไปเสียที
ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการเปลี่ยนแปลง หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สังคมจะยอมรับและให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
ครั้งนี้ เราได้ผู้บริหารประเทศที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หากเปิดช่องให้โอกาสประชาชนสะท้อนความคิดเห็น เพื่อมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ เรื่อง
นี่คือ...จุดเริ่มต้นการบริหารงานที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง







