
เงินบาทได้แรงหนุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทย
ในสัปดาห์นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มการค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (59 ก.ย. 2554)
ในสัปดาห์นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มการค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (59 ก.ย. 2554)
โดย..งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย
ว่า น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยต้องจับตาการปรับตัวของตลาดการเงินในช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อตอบรับทิศทางของข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ และติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคบริการเดือน ส.ค. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ สต๊อกสินค้าภาคค้าส่งเดือน ก.ค. รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ต้องจับตาถ้อยแถลงมาตรการการสร้างงานใหม่ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่ง และการประชุมกลุ่ม จี7 ด้วย อนึ่ง ตลาดการเงินของสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันแรงงาน
ทั้งนี้ ค่าเงินบาท (Onshore) ปรับตัวในกรอบแคบๆ ก่อนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ เงินบาททรงตัวใกล้ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ และแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้นำเข้า กระนั้นก็ดีเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการกลับเข้าซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่สกุลเงินเอเชียอื่นๆ ก็แข็งค่าขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ตลาดการเงินกำลังอยู่ในช่วงประเมินความเป็นไปได้ของการประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ของเฟด (QE 3) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐ วันที่ 2021 ก.ย.นี้ ในวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. เงินบาทอยู่ที่ 29.91 จากระดับ 29.97 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
เงินยูโรและเยน
เงินยูโรอ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ของสัปดาห์ หลังขยับแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ในต้นสัปดาห์ จากข่าวการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ในกรีซ แต่เงินยูโรต้องเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวอ่อนค่าลงจากปัจจัยลบที่ข้อมูลภาคการผลิตของยูโรโซนเดือน ส.ค. และผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่อ่อนแอเกินคาด ตอกย้ำมุมมองบางส่วนของตลาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และยังถูกกดดันจากความขัดแย้งเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือกรีซ หลังจากที่ฟินแลนด์ได้เสนอให้กรีซต้องวางหลักประกันเพิ่มเติม เพื่อแลกกับการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน
ด้านเงินเยนปรับตัวในกรอบแคบแต่ก็อ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังจากที่มีแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากธนาคารในญี่ปุ่น ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ เช่น ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ประกาศออกมาแกร่งเกินคาด
ในวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. เงินยูโรอยู่ที่ 1.4254 เทียบกับ 1.4497 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 76.77 จาก 76.72 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดเงิน
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการทยอยไหลกลับเข้ามาของสภาพคล่องหลังจากการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ขณะเดียวกันก็มีการตัดจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดครึ่งปี 2554 ผ่านระบบธนาคารด้วย
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นที่ระดับ 3.40-3.45% เทียบกับ 3.15-3.40% ในสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน อยู่ที่ 3.50% เทียบกับ 3.25-3.50% ในสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 59 ก.ย. 2554 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการนำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายในช่วงปลายสัปดาห์ด้วย
สำหรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3.50% ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่คงจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ตลาดพันธบัตร
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.41% ลดลงจาก 3.43% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากแรงเทขายหลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ก่อนจะลดลงต่อเนื่องท่ามกลางแรงซื้อของกองทุนในประเทศ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.13% เพิ่มขึ้นจาก 2.19% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันจันทร์จากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ และยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐที่ออกมาดี ก่อนจะปรับตัวลดลงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ตกต่ำ และปรับขึ้นอีกในวันพุธ จากข้อมูลการผลิตที่ออกมาดีกว่าคาด ก่อนจะปรับลดลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี จากความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงาน
ทางด้านตลาดทุนดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของกองทุน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,065.18 จุด เพิ่มขึ้น 2.70% จากสัปดาห์ก่อน โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ส่วนนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ







