
ความผิดพลาดของนักลงทุน ทั้ง7 (ตอนจบ)
สัปดาห์ที่แล้วเรารู้จักกับคนชอบของถูกและคนมองการณ์ไกล
สัปดาห์ที่แล้วเรารู้จักกับคนชอบของถูกและคนมองการณ์ไกล แต่ยังติดค้างกันอยู่ที่คนคิดสวนกระแส และอีก 4 กลุ่มที่เหลือ เพราะฉะนั้นสัปดาห์นี้มาทำความรู้จักกันให้ครบ เพื่อจะได้รู้สักทีว่าแล้วเราเป็นคนกลุ่มไหน มีโอกาสที่จะผิดพลาดตรงไหนได้บ้าง
คนคิดสวนกระแส
“สวนกระแส” น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับตลาดหุ้น ที่ควรจะซื้อเมื่อคนอื่นตกใจเทขาย และควรจะขายเมื่อคนอื่นกำลังโลภไล่ซื้อ และนี่จะเป็นพฤติกรรมของคนคิดสวนกระแส
นิสัยแบบ “สวนกระแส” มักจะปรากฏมาตั้งแต่เด็กๆ และมักจะเป็นประโยชน์ในการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เราจะเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า ต้องลองตอบคำถามนี้ดูก่อน
1.มั่นใจเหลือเกินว่า ฝ่ายที่กำลัง “เป็นรอง” ในการแข่งขัน จะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะได้ในที่สุด
ถ้าคิดแบบนี้ นี่ล่ะคนคิดสวนกระแส
2.เคยขับรถเข้าไปซื้อของแบบไดรฟ์ทรู แล้วพนักงานบอกให้ไปจ่ายเงินที่ช่องแรก แต่ก็ทำให้เรางงๆ ว่า ตกลงแล้ว “ช่องแรก” ที่พนักงานบอก มันคือช่องไหนกันแน่
คนที่คิดสวนกระแสก็เป็นแบบนี้ คือ คิดมากไป
3.เคยหงุดหงิดกับสภาพถนนที่น่าจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่กลับไม่มีใครสนใจที่จะมาแก้ปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น
คนที่คิดสวนกระแสมักจะพอใจกับการ “ป้องกัน” ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากกว่าที่จะรอมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
4.เรายึดติดอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะทำกำไรสูงๆ หรือไม่
ถ้าเป็นคนคิดสวนกระแส จะไม่ยึดติด
5.เราไม่ใช่ลูกคนแรกใช่ไหม
คนที่เป็นลูกคนที่สอง ที่สาม หรือที่สี่ มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนคิดสวนกระแส เพราะเมื่อไม่ใช่เด็กคนแรกของครอบครัวก็มักจะต้องสร้าง “จุดเด่น” ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
คนที่คิดสวนกระแสก็มักจะมองหาหุ้นที่คนอื่นมองว่า เสี่ยงเกินไป
ความผิดพลาดของคนคิดสวนกระแส
เพราะคนที่คิดสวนกระแสมักจะคิดไม่เหมือนใคร และจะทำไม่เหมือนใคร แต่การลงทุนเป็นเรื่องที่ “เลียนแบบได้” ไม่จำเป็นต้องคิดแตกต่างตลอดเวลา เพราะถ้าผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นดี แม้ว่าเราจะคิดสวนกระแส แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้หุ้นดีๆ ตัวนั้นหลุดมือไป
บรรจง บอกว่า ข้อที่ต้องระวังของคนที่คิดสวนกระแส คือ บางครั้งที่เจอกับสถานการณ์ปกติ ที่หุ้นขึ้นตามปกติ เพราะคนที่คิดแบบสวนกระแสจะทำแบบไม่ปกติ คือ เมื่อหุ้นขึ้นก็ขาย ทำให้เสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงขาขึ้น
แต่อย่างน้อยยังมีข้อดีอยู่สำหรับคนคิดสวนกระแส คือ จะเป็นคนที่ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขโดยเร็ว
ดังนั้น สิ่งสำคัญของคนคิดสวนกระแส คือ ต้องพิจารณาให้ดีว่า ได้เวลาขายแล้วจริงๆ และไม่ควรจะรีบร้อนขายเร็วเกินไป เพราะในบางครั้งคนคิดสวนกระแสก็ต้องรอกระแสเช่นกัน
นอกจากนี้ บุคลิกอีกอย่างหนึ่งของนักลงทุนแบบนี้ คือ “หัวดื้อ” ซึ่งคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าเป็นหัวดื้อกับสิ่งที่ผิดๆ แต่จะทำให้ได้กำไรดีแน่นอน ถ้าหัวดื้อกับหุ้นที่วิเคราะห์แล้วมั่นใจว่าเป็นหุ้นที่ดี ที่แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีคนอื่นสนใจ แต่ในอนาคตถ้าหุ้นนั้นดีจริง คนหัวดื้อนี่ล่ะที่จะกำไร
คนอ่อนไหว
นักลงทุนกลุ่มนี้จะตรงกันข้ามกับคนที่มองการณ์ไกล และน่าจะมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่มีบุคลิกแบบคนอ่อนไหวอยู่ในตัว ไม่เชื่อลองถามตัวเองดู
1.พยายามต่อต้านสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
นั่นล่ะคนอ่อนไหว
2.มักจะสังเกตเห็นความไม่เปลี่ยนแปลงของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นมองข้าม
นั่นล่ะคนอ่อนไหว
3.มักจะมีปัญหากับการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มักจะคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เพื่อสู้กับตลาด
นั่นล่ะคนอ่อนไหว
4.เป็นลูกคนแรกของครอบครัว
ลูกคนแรกมักจะค่อนข้างเป็นพวกอนุรักษนิยม ไม่ชอบทำอะไรเร็วเกินไป ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว
ความผิดพลาดของคนอ่อนไหว
บรรจง บอกว่า คนกลุ่มนี้มักจะมีปัญหากับ “การขาย” เพราะการขาย คือ การเปลี่ยนแปลง และการขายหุ้นออกไปเหมือนเป็นการตัดแขนขาของตัวเองออกไป เพราะฉะนั้นคนอ่อนไหวจึงพยายามหาเหตุผลสารพัด เพื่อที่จะบอกว่า “ทำไมถึงไม่ขาย”
คนอ่อนไหวมักจะยึดติดอยู่กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้ว่าจะเป็นช่วงขาลงของหุ้นตัวนั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตัดใจขายออกไปได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนอ่อนไหวจำเป็นต้องลบความรู้สึกเหล่านี้ และไม่ควรจะตกหลุมรักหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้ว่ามันจะฝืนความรู้สึก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องขายก็ควรจะขาย โดยวิธีการแก้ปัญหานี้ ควรจะกำหนดราคาเป้าหมายที่จะขายเอาไว้ให้ชัดเจน
คนชอบสงสัย
คนชอบสงสัยจะมี 2 แบบ คือ สงสัยเพราะรู้มาก กับสงสัยเพราะรู้น้อย ซึ่งคนทั้งสองแบบนี้ดูแล้วคล้ายกันมากในช่วงแรกๆ แต่ถ้าเป็นคนชอบสงสัยเพราะรู้มาก เวลาถูกถามเรื่องที่รู้จะตอบได้เป็นฉากๆ แต่ถ้าถูกถามในเรื่องที่ไม่รู้ก็จะไม่ตอบ แล้วเราเป็นคนชอบสงสัยหรือไม่
1.คนที่อายุไม่ถึง 40 ปี แต่มองโลกแง่ร้ายจะเป็นคนที่รู้มากเกินไป แต่ถ้าอายุเกิน 40 ปี แล้วยังมองโลกในแง่ดี แปลว่า รู้น้อยเกินไป... เห็นด้วยมั้ย
ถ้าเห็นด้วย ก็น่าจะเข้าข่ายคนชอบสงสัย
2.ตอน ป.1 เรามักจะหัวเราะเวลาที่ทำอะไรผิดตอนอยู่หน้าชั้น
คนขี้สงสัยส่วนใหญ่ทำแบบนั้น
3.ตั้งความหวังไว้ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นจะต้องมีความถูกต้องแน่นอนให้ได้ 70%
คนขี้สงสัยมักตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างสูง เพราะมักจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องขาดทุน แต่จะรู้สึกดีที่มีกำไร
ความผิดพลาดของคนชอบสงสัย
คนกลุ่มนี้มักจะไม่เชื่อใครง่ายๆ แม้ว่าจะเป็นคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ และมักจะเกิดคำถามว่า “รู้ได้อย่างไร” เพราะฉะนั้นแม้ว่านักวิเคราะห์จะแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นด้วยเหตุผลต่างๆ คนกลุ่มนี้ก็ยังจะมีข้อสงสัยไม่จบสิ้น
ในการลงทุน “คนขี้สงสัย” อาจจะประสบความสำเร็จในการลงทุนก็ได้ เพราะจะมีความได้เปรียบที่ไม่เชื่อใครง่ายๆ ทำให้ต้องเสาะหาความรู้ต่อไป แต่ถ้าไม่หมดความสงสัยก็คงจะไม่ได้ลงมือซื้อหุ้นตัวไหนเลย
บรรจง บอกว่า สิ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องระวังและทบทวนตัวเองอยู่ตลอด คือ การลงทุนหุ้นที่ไม่ชอบ เพราะแม้ว่าเราจะไม่ชอบหุ้นตัวนั้น (เพราะยังมีข้อสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบ) แต่หุ้นตัวนั้นอาจจะเป็นหุ้นที่ดีก็ได้
นักเก็งกำไร
คนที่ชอบเก็งกำไร คือ คนที่ลงทุนระยะเวลาสั้นๆ ไม่เชื่อในการลงทุนระยะยาว ซึ่งมักจะเป็นการซื้อขายทำกำไรภายในวันเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่า เราทุกคนมีบุคลิกของนักเก็งกำไรอยู่ในตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ไม่เชื่อลองตอบคำถามนี้ดูก่อน
1.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีกี่ครั้งที่เรารู้ว่าดัชนีหุ้นปิดที่เท่าไร
ถ้าตอบว่า รู้น้อยมาก ไม่น่าจะเกิน 5 ครั้ง แสดงว่าอาจจะเข้าข่ายนักเก็งกำไร
2.อ่านหนังสือพิมพ์มากกว่าวันละ 2 ฉบับ
นักเก็งกำไรไม่ชอบตกข่าว และถ้าไม่มีข่าวอะไรที่เกี่ยวข้องกับหุ้นก็มักจะต้องหาอะไรบางอย่างมาเป็นตัวช่วยตัดสินใจ
3.มีความมั่นใจในตัวเองหรือไม่
นักเก็งกำไรมักจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก
ถ้าประเมินแล้วเราเป็นพวกนักเก็งกำไร จะมีข้อได้เปรียบนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ อยู่ที่ “ความยืดหยุ่น” เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักเก็งกำไร แต่ก็สามารถทำได้ทั้ง “เล่นสั้น” และ “เล่นยาว”
ความผิดพลาดของนักเก็งกำไร
นักเก็งกำไรจะเป็นคนที่ยอม “ขายขาดทุน” เพื่อจำกัดความสูญเสีย แต่ในบางครั้งก็เป็นการตัดสินใจเร็วเกินไป เพราะในบางครั้งราคาหุ้นอาจจะตกลงมาในระยะสั้นๆ แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปอีกครั้ง แต่ในตอนนั้นนักเก็งกำไรก็ตัดสินใจขายหุ้นออกไปหมดแล้ว
นอกจากนี้ การที่นักเก็งกำไรจะต้องเกาะติดอยู่กับตลาดตลอดเวลา จะมีความเสี่ยงสูงมาก และทำให้ตัดสินใจผิดพลาดตลอดเวลา เพราะอาจจะถูก “บรรยากาศพาไป” เพราะแม้ว่าจะรู้ว่าควรซื้อเมื่อคนอื่นกำลังตื่นตระหนก แต่การอยู่ในบรรยากาศเดียวกันกับนักลงทุนส่วนใหญ่ สุดท้ายก็กลายเป็นตื่นตระหนกเทขายไปเหมือนกับคนอื่นๆ
ดังนั้น นักเก็งกำไรควรจะรู้สึกสบายๆ ในการทำกำไร และซื้อขายตามหลักจิตวิทยาของตัวเอง อย่าให้อารมณ์ของตลาดพาไป
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องแยกการลงทุนแบบ “เล่นสั้น” ออกจาก “เล่นยาว” อย่างชัดเจน
คนชอบผจญภัย
ขึ้นชื่อว่าเป็นนักผจญภัย จะเป็นคนที่ชอบ “ความเสี่ยง” ชอบเรื่องตื่นเต้น และมักจะได้รับชัยชนะจากการเก็งกำไร แล้วเราเป็นคนแบบนั้นหรือไม่
1.ชอบเล่นกีฬาแบบผาดโผน เช่น บันจีจัมพ์
แต่ไม่ใช่ว่าคนที่ชอบเล่นกีฬาผาดโผนจะเป็น “นักผจญภัย” ในโลกของการลงทุนเสมอไป เพราะคนที่เป็นพวกอนุรักษนิยมก็อาจจะเป็นนักผจญภัยได้เช่นเดียวกัน
2.กล้าเสี่ยงตายไหม
เพราะทุกนาทีในชีวิตของนักผจญภัยจะอยู่บนความเสี่ยงและเต็มไปด้วยอันตราย
3.มีความสุขมากๆ ที่ได้กำไรจากการลงทุนหุ้นของบริษัทที่เป็นพวกนวัตกรรม
คนทั่วไปอาจจะไม่ชอบบริษัทที่เป็นนวัตกรรมมากนัก แต่สำหรับนักผจญภัย การได้กำไรจากบริษัทประเภทนี้ คือ ความสุข แม้ว่าจะได้น้อยกว่าหุ้นตัวอื่นๆ
4.ชอบพูดคุยเกี่ยวกับการผจญภัยในรูปแบบต่างๆ
นั่นล่ะนักผจญภัย และการลงทุนถือเป็นการผจญภัยในอีกรูปแบบหนึ่ง
ความผิดพลาดของนักผจญภัย
หลุมพรางเพียงอย่างเดียวของนักผจญภัย คือ “ไปผิดทาง” เพราะฉะนั้นนักลงทุนในกลุ่มนี้ จะต้องเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และมีความพร้อมที่จะรับมือได้ดี โดยการ “ทำการบ้าน” มาเป็นอย่างดีก่อนที่จะลงทุน
นอกจากนี้ จะต้องยึดมั่นในแผนการลงทุนที่วางไว้ โดยหากกำหนดจุดซื้อและขายเอาไว้แล้ว จะต้องปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด และอีกสิ่งหนึ่งที่นักผจญภัยต้องทำ คือ จำกัดวงเงินการลงทุนในแต่ละครั้งเอาไว้สำหรับการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว เพื่อที่จะไม่ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นลุกลามไปยังการลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ
และห้ามเด็ดขาด (และถือเป็นข้อห้ามสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่ม) คือ ห้ามทุบกระปุกนำเงินออมของครอบครัวมาลงทุน เพราะจะทำให้การลงทุนที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว เสี่ยงมากขึ้นไปอีก







