
เผยการเมืองเป็นอุปสรรคพัฒนาเอสเอ็มอี
โออีซีดี เผยการเมืองไทยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเอสเอ็มอี เหตุมียกเลิก เปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีของรัฐบาลเก่า ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก
โออีซีดี เผยการเมืองไทยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเอสเอ็มอี เหตุมียกเลิก เปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีของรัฐบาลเก่า ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก
นายเซอร์จิโอ อาร์ซานี ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี องค์การเพื่อการพัฒนาความร่วมมือและพัฒนาการทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เปิดเผยในงาน “เผยแพร่บทศึกษาวิเคราะห์นโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นของไทย” ว่า ปัญหาการเมืองไทยจะเป็นอุปสรรค์ใหญ่ในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และเศรษฐกิจไทย เพราะหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในแต่ละยุคก็จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการให้งบประมาณต่อนโยบายของพรรคการเมืองคู่แข่ง จนภาคธุรกิจที่ได้รับส่งเสริมจากภาครัฐก็ต้องหยุดชะงักลงไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีที่จะดำเนินธุรกิจได้อย่างคุ้มทุน หากมีการเปลี่ยนนโยบายใหม่ๆและยกเลิกนโยบายเดิมๆที่ภาครัฐเคยอุดหนุนก็จะส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจอย่างมาก
“การที่รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายมากๆ ก็จะมีผลต่อการพัฒนาธุรกิจ เพราะไม่ใช่แค่การยกเลิกเงินสนับสนุนของรัฐบาลชุดก่อนๆแล้วยังมีการนำบุคคลที่รัฐบาลไว้ใจมาทำหน้าที่ดูแลในองค์กรต่างๆ เพื่อนำมาทดลองนโยบายใหม่สุดท้ายก็เกิดความผิดพลาดซ้ำๆซากๆ เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ทั้งๆที่ทุกอย่างควรจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรทำลายนโยบายที่ดีแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” นายอาร์ซานี กล่าว
นายโจนาธาน พอตเตอร์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ศูนย์โออีซีดี กล่าวว่า ปัญหาของธุรกิจไทยส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนในระบบไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเอสเอ็มอีทั้งหมดที่มีเกือบ 3 ล้านราย ดังนั้นภาครัฐต้องช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนให้ได้ในระดับ 1 ล้านรายขึ้นไปเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับรากหญ้าของไทย
ทั้งนี้ ต้องการเสนอให้รัฐบาลไทยหามาตรการที่ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้นเพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอีขยายกิจการจนก้าวไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น รวมถึงการเอาใจใส่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และการปรับปรุงการให้เงินเอสเอ็มอี เช่น จัดตั้งกองทุนเพื่อร่วมทุนกับเอสเอ็มอี
ส่วนนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั้นรัฐบาลควรทดลองประกาศใช้ในบางพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อนหากประสบความสำเร็จก็สามารถขยายไปพื้นที่อื่นๆได้ แต่หากยิ่งซ้ำเติมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจและทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้น รัฐบาลก็ควรทบทวนนโยบายใหม่เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจต้องสูญเสียมากกว่านี้







