posttoday
‘ฟิทช์’ชี้ขึ้นค่าจ้างดันเงินเฟ้อ

‘ฟิทช์’ชี้ขึ้นค่าจ้างดันเงินเฟ้อ

02 กันยายน 2554

กดมาร์จินบจ.-ยันเกรด24ลูกค้าไม่ลดบริษัทได้มากกว่าเสียลดภาษีขึ้นค่าจ้าง

กดมาร์จินบจ.-ยันเกรด24ลูกค้าไม่ลดบริษัทได้มากกว่าเสียลดภาษีขึ้นค่าจ้าง

ฟิทช์ชี้นโยบายขึ้นค่าจ้างตัวเร่งเงินเฟ้อ กดมาร์จินธุรกิจหด ยันไม่กระทบลูกค้าบริษัท 24 ราย ด้าน ASP เปิดผลสำรวจลดภาษีแลกขึ้นค่าจ้าง บจ.มีแต่ได้

นายเลิศชัย กอเจริญรัตนกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน จะส่งผลทางอ้อมทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้ต้นทุนอื่นๆ สูงตาม เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และจะทำให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะลดราคาน้ำมันลงก็ตาม แต่แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง

“ขณะนี้เงินเฟ้อเป็นปัญหาสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลก ทำให้ปีนี้ผู้ประกอบการเผชิญกับภาวะส่วนต่างกำไร (มาร์จิน) ที่แคบลง แต่หากการปรับขึ้นของต้นทุนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลกระทบต่อภาคธุรกิจคงไม่รุนแรง เพราะมีเวลาปรับตัว แต่หากต้นทุนขึ้นลงผันผวนอาจส่งผลกระทบได้” นายเลิศชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าจ้างส่งผลกระทบกับลูกค้าของฟิทช์ที่มีอยู่ 24-25 รายน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานประเภทน้ำมันและแก๊ส ปิโตรเคมี โรงกลั่นและสื่อสาร เชื่อว่าไม่ทำให้ฐานะการดำเนินงานเปลี่ยนแปลง ส่วนนโยบายการยกเลิกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาพลังงานลดลง มีผลกระทบน้อยมากต่อกลุ่มโรงกลั่น แต่มีผลทางอ้อมทำให้รับเงินชดเชยก๊าซแอลพีจีช้าลง

สำหรับภาพรวมของบริษัทไทยมีความแข็งแกร่ง ยกเว้นกลุ่มขนส่งที่ยังมีความผันผวน ส่วนทิศทางเศรษฐกิจของไทยนั้น คงต้องติดตามอัตราการขยายตัวในไตรมาส 3 ก่อน หากไม่ลดลงแรงก็ยังไม่ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตลง โดยตอนนี้มองว่าทั้งปีจะขยายตัว 3.5-4% ต่อปี

นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า ฟิทช์ยังไม่ปรับเปลี่ยนอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารพาณิชย์ไทยแต่อย่างใด แม้มูดี้ส์จะขยับขึ้นให้ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็ตาม เพราะอันดับของฟิทช์ที่ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทยก็ยังสูงกว่ามูดี้ส์ และตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมามีการปรับเพิ่มมาโดยตลอด

“อันดับเครดิตธนาคารพาณิชย์ของไทยอยู่ในระดับสูง คาดว่ากว่าจะมีการพิจารณาอันดับเครดิตอีกคง 1-2 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยที่จะมีผลต่อการพิจารณาเป็นเรื่องความแข็งแกร่งของคุณภาพสินเชื่อ ทิศทางของหนี้เสียไม่ได้เพิ่มขึ้น และความแข็งแกร่งของเงินลงทุน” นายมิลตัน กล่าว

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หากรัฐบาลให้ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท และจะลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% พบว่า บจ.ส่วนใหญ่น่าจะได้รับประโยชน์ เพราะค่าจ้างระดับล่างมีสัดส่วนน้อยมากเพียง 1-2% เท่านั้น ขณะที่ บจ.ส่วนใหญ่จ่ายภาษีในอัตรา 30% เช่น กลุ่มสื่อสาร หมวดท่องเที่ยวและโรงแรม สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และประกัน ส่วนกลุ่มเกษตรมีต้นทุนระดับล่าง 5-7%

สำหรับกลุ่มที่ 2 เสมอตัว คือ ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นแต่ชดเชยได้จากภาษีที่ลดลง คือ บริษัทพัฒนาบ้านขาย โดยเฉพาะ บจ.ในตลาด 14 แห่ง ที่ฝ่ายวิจัยศึกษาพบว่าค่าจ้างจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 5% นิคมอุตสาหกรรมค่าจ้างต่ำกว่า 10% เพราะได้บีโอไออัตราภาษีจ่ายต่ำ

ด้านกลุ่มอาหาร ได้ประโยชน์เล็กน้อย สำหรับกลุ่มที่เสียประโยชน์ เพราะมีต้นทุนค่าแรงงานสูง ขณะที่มีฐานอัตรากำไรต่ำ หรืออยู่ในภาวะขาดทุน ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ต้นทุนค่าแรงงานคิดเป็น 20% ของต้นทุนค่าก่อสร้างทั้งหมด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้บีโอไอ อัตราภาษีจ่ายน้อยอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนค่าแรงงานคิดเป็น 6-14%

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก