
ตลาดบรรจุภัณฑ์รุ่ง
ญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานผลิตมาไทยคึกคัก
ญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานผลิตมาไทยคึกคักสิ้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้ทะยานขึ้น20%
กลุ่มทุนญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาไทย หนุนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ปีนี้สดใส ลุ้นรายได้ทั้งปีโต 20%
นายเกษม แย้มวาทีทอง นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย เปิดเผยภายในงาน Pack Print International 2011 ว่า คาดว่าในปีนี้สินค้าบรรณจุภัณฑ์จะขยายตัวกว่า 20% มีมูลค่าการส่งออก 3 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออกอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็งที่ไทยส่งออกไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และจะขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหาร อะไหล่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน
ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเมืองไทย ขณะนี้มีกลุ่มที่สนใจเข้ามาลงทุน 5-6 ราย เช่น บริษัท โอจิ ผู้ผลิตกระดาษ และวัตถุดิบที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ มีแผนจะเข้ามาลงทุนในเมืองไทย โดยกลุ่มนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาควบรวมกิจการร่วมกับบริษัทรายใหญ่ของเมืองไทยเพราะมีลูกค้าอยู่แล้ว การดำเนินกิจการจะง่ายขึ้น ตั้งเป้าจะผลิตเพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น และส่วนหนึ่งก็ขายในเมืองไทย โดยการลงทุนจะเริ่มมีความชัดเจนในปีหน้า ซึ่งมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อราย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ที่จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ผู้ประกอบการรายเล็กของไทยจำเป็นต้องปรับปรุงตัว ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาผลิตเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตต่างชาติให้ได้ โดยต่างชาติจะเริ่มเข้ามาควบรวมกิจการของไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กจะได้รับผลกระทบถูกแย่งงานไปหมด เพราะกลุ่มผู้ผลิตขนาดใหญ่จะสามารถผลิตสินค้าได้อย่างครบวงจร
“ผู้ผลิตรายเล็กในประเทศที่มีอยู่กว่า 200 ราย จำเป็นต้องปรับตัว พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ไม่อย่างนั้นจะได้รับงานน้อยลง จะเหลือแต่งานที่รายใหญ่ไม่ผลิต เช่น งานที่มีปริมาณการผลิตน้อยกว่า 1 หมื่นชิ้น มาให้รายเล็กผลิต ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมาก” นายเกษม กล่าว
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในตลาดเอเชียมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% คาดว่ามูลค่ารวมจะสูงถึง 1.74 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ของไทยแม้ว่าจะมีการเติบโตที่ระดับ 20% แต่เมื่อเทียบมูลค่าที่อยู่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทแล้วถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมเอเชีย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในตลาดเอเชียมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยคาดว่ามูลค่ารวมจะสูงถึง 1.74 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ของไทยแม้ว่าจะมีการเติบโตที่ระดับ 20% แต่เมื่อเทียบในด้านมูลค่าที่อยู่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมในเอเชีย
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ยาง การพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะขยายตัวสอดคล้องกับการส่งออกของไทย เช่น การผลิตยานยนต์ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์ได้ 4.92 แสนคัน ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก ก็ถือเป็นส่วนประกอบของรถยนต์
รวมทั้งจากการขยายตัวการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารก็มีการใช้สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก แนวโน้มของอุตสาหกรรมนี้จึงมีโอกาสเติบโตได้อีก







