
ลงทุนในตราสารหนี้อย่างไรดีในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
ในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์
ฝ่ายวิจัยและพัฒนา สมาคมตลาด ตราสารหนี้ไทย
ในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อผู้มีเงินออมรวมไปถึงผู้ที่ลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ครับ เนื่องจากโดยธรรมชาติของตราสารหนี้นั้น ราคาจะปรับตัวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่นในสถานการณ์ปัจจุบันก็จะมีผลทำให้ราคาของตราสารหนี้ปรับตัวลดลงนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้จะส่งผลลบต่อการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวครับ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทางเลือกใดๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในช่วงเวลานี้ด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และดอกเบี้ยที่สูงขึ้นพร้อมๆ กับเงินเฟ้อที่ขยายตัวมากขึ้นล้วนแต่ส่งผลในเชิงลบต่อการลงทุนแทบจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ในสินค้าโภคภัณฑ์หรือแม้แต่การฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ก็ตาม
ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาของตราสารหนี้ทุกตัวจะปรับตัวลดลงในระดับที่เท่ากัน เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวกว่าจะเคลื่อนไหวขึ้นลง ตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในระดับที่มากกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือสั้นกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ที่ค่อนข้างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นจะหนีไม่พ้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุไม่ควรเกิน 1 ปี) และเมื่อครบอายุแล้วก็ทำการลงทุนใหม่ไปเรื่อยๆ (Roll Over) โดยการลงทุนในลักษณะนี้ นอกจากจะมีความเสี่ยงของการลงทุนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำตามอายุของการลงทุนแล้ว การ Roll Over ยังช่วยทำให้นักลงทุนไม่เสียโอกาสในการรับดอกเบี้ยที่ระดับใหม่ หากว่าดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องอีกด้วยครับ
ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ 1 คือการลงทุนในตราสารหนี้อายุ 6 เดือนที่ให้ผลตอบแทน 3.5% ต่อปี กับกรณีที่ 2 คือการลงทุนในตราสารหนี้อายุ 1 ปี ที่ให้ผลตอบแทนระดับ 3.6% ต่อปี หากเราเลือกลงทุนในกรณีที่ 2 ด้วยเงินจำนวน 1 หมื่นบาท เมื่อครบกำหนดอายุซึ่งก็คือในอีก 1 ปีข้างหน้า เราจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน 360 บาท (3.6% ของ 1 หมื่นบาท)
แต่หากเราเลือกลงทุนในกรณีที่ 1 ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เมื่อครบกำหนดในอีก 6 เดือนข้างหน้า เราจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน 175 บาท (3.5% หาร 2) และหากว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปจากเดิมอีก 0.5% (ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง) ในช่วงเวลานั้นผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุ 6 เดือน ก็ควรที่จะปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นการนำเงิน 10,175 บาทที่ได้รับมาในช่วง 6 เดือนแรก ไปลงทุนต่อในช่วงอีก 6 เดือนถัดไป ที่ระดับอัตราผลตอบแทนใหม่ ซึ่งสมมติว่าขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4.0% ต่อปี จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนในอีก 12 เดือนข้างหน้าเป็นจำนวนเงินอีก 203.5 บาท ซึ่งเมื่อนำมารวมกับผลตอบแทนเดิมที่ได้รับมาแล้วในช่วง 6 เดือนแรก จะพบว่าการลงทุนแบบ Roll Over 2 ครั้งใน 1 ปี ทำให้เราได้รับผลตอบแทนรวมทั้งสิ้น 378.5 บาท หรือคิดเป็น3.785% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้อายุ 1 ปีเพียงครั้งเดียว
แต่นอกจากการเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น การเลือกลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นที่ออกโดยภาครัฐและหุ้นกู้ระยะสั้นที่ออกโดยภาคเอกชน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนมีความแตกต่างกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามครับ
โดยปกติแล้ว การลงทุนในหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนในระดับที่ดีกว่า แต่ก็มักจะมาพร้อมๆ กับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในช่วงเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยคัดเลือกเฉพาะหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างดี ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
ปัจจุบัน หากว่าเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ด้วยตนเองแล้ว เราจะพบว่ายังคงมีอุปสรรคสำหรับนักลงทุนรายย่อยอยู่อีกหลายด้านด้วยกัน เนื่องจากการลงทุนด้วยตนเองหลายๆ ครั้ง (Roll over) ด้วยจำนวนเงินครั้งละไม่มาก นอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกกดราคาซื้อหรือถูกบวกราคาขาย (Mark Down & Mark Up) จนอาจทำให้เกิดผลขาดทุนได้แล้ว นักลงทุนยังจะถูกเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) อีกหลายครั้งตามความถี่ของการลงทุน จนในที่สุดแล้วอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก็เป็นได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนรายย่อยและยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกหลายอย่างด้วยกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นการลงทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการและดูแลผลการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในแนวทางใดก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญและไม่สามารถมองข้ามไปได้เลยก็คือ การพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ







