
โฟโต้ฮัทบุกตลาดกล้องตจว.
โฟโต้ฮัท เล็งรุกตลาดกล้องดิจิตอลต่างจังหวัดกำลังซื้อพุ่ง รับอานิสงส์ปรับรายได้ขั้นต่ำ
โฟโต้ฮัท เล็งรุกตลาดกล้องดิจิตอลต่างจังหวัดกำลังซื้อพุ่ง รับอานิสงส์ปรับรายได้ขั้นต่ำ
นาย สมชาย ครองสมบูรณ์ ประธานบริหารบริษัท โฟโต้ฮัทกรุ๊ป (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้ากล้อง-อุปกรณ์ถ่ายภาพ “โฟโต้ฮัท”เปิดเผยว่าแผนดำเนินธุรกิจในช่วง4 เดือนสุดท้ายปีนี้ บริษัทเตรียมขยายร้านสาขากระจายสินค้า หรือ “โฟโต้ฮัท ช้อป”เพิ่มอีก 10 สาขาทั่วประเทศ คาดใช้งบลงทุนราว 50 ล้านบาท โดยมุ่งทำเลในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งศูนย์การค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ต ในสาขาต่างจังหวัดเป็นหลัก โดยแต่ละสาขามีพื้นที่ประมาณ 70-100 ตร.ม
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าศักยภาพลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดจะมีอัตราเติบโตสูงต่อเนื่องในปีหน้า คาดมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 45% และกรุงเทพฯ 55% จากปัจจุบันอยู่ที่ 35% ในต่างจังหวัด และ 65% ในกรุงเทพฯ
ซึ่งแม้ว่าลูกค้าในต่างจังหวัด จะมีการจับจ่ายซื้อสินค้าน้อยกว่าลูกค้าในกรุงเทพ แต่ในแง่ของลูกค้าจะยังมีจำนวนมากกว่า โดยเฉพาะโอกาสในการเปิดรับสมัครสมาชิกโฟโต้ฮัท วีซ่า การ์ดเพิ่ม จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าสมาชิกฯ การ์ดประมาณ 8 หมื่นราย พร้อมเตรียมงบกว่า 60 ล้านบาท ปรับภาพลักษณ์แบรนด์(รีแบรนดิง)บัตรสมาชิกฯ ภายใต้โฉมใหม่ พร้อมวางแผนสื่อสารการตลาดตลอดทั้งปี เพื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในกว้างมากขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน จากนโยบายรัฐการปรับรายได้ทั้งขั้นต่ำและระดับปริญญาตรี คาดเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ตลาดสินค้าไอที มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มกล้องดิจิตอลแบบพกพา(คอมแพ็ค)ที่ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ที่คาดว่าจะเติบโตสูงสุดจากการที่แต่ละแบรนด์ในตลาดเริ่มทำตลาดกล้องกลุ่มนี้ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกล้องดิจิตอลมืออาชีพ(ดีเอสแอลอาร์) ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรงจากการใช้กลยุทธ์ราคา
ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วไป ที่จะเริ่มซื้อกล้องถ่ายภาพมากขึ้น ทั้งจากกระแสสังคมออนไลน์(โซเชียลมีเดีย) ที่มาแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดที่เริ่มมองหากล้องถ่ายภาพให้กับครอบครัว โดยบริษัท ประเมินว่าตลาดรวมกล้องดิจิตอลในปีหน้า จะมีการเติบโตราว15% จากปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนกลุ่มดีเอสแอลอาร์ 30%, กล้องคอมแพ็ค65% และ มิเรอร์เลส ราว 5%
“ในปีหน้าเชื่อว่าราคากล้องดิจิตอลคอมแพ็ค จะสามารถซื้อได้ในราคาเริ่มต้น1,500-2,000 บาทลดลงจากปัจจุบันที่มีราคาเริ่มต้นที่ 2,200-2,300 บาท” นายสมชายกล่าว
สำหรับผลดำเนินการบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ที่ผ่านมา มีรายได้เติบโตราว 10% พร้อมคาดว่ารายได้ในครึ่งปีหลังนี้ บริษัทจะเติบโตขึ้น 20% เทียบจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลอดทั้งปีบริษัทเติบโต ขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1,800-2,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตสูงอีกครั้งภายหลัง จากผลประกอบการในปีที่ผ่านมาเติบโตราว 2-3%







