
คลังแหยงตั้งงบช้าศก.สะดุด
คลังกุมขมับงบประมาณปี 2555 ไม่ขยับ กลัวเศรษฐกิจชอร์ต
คลังกุมขมับงบประมาณปี 2555 ไม่ขยับ กลัวเศรษฐกิจชอร์ต
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณปี 2555 จะล่าช้ากว่ากำหนดมาก โดยทางสำนักงบประมาณได้แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2555 ให้สภาพิจารณาได้กลางเดือน พ.ย. 2554 และจะออกเป็นกฎหมายใช้ได้จริงปลายเดือน ก.พ. 2555
“เวลาที่เหลือใช้งบประมาณปี 2555 จริง จะเหลือแค่ 7 เดือน เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนที่ต่อเนื่องและจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้นการตั้งงบประมาณหรือว่าการทำงบประมาณขาดดุลมากๆ ไม่มีประโยชน์ เพราะเวลาการเบิกจ่ายมีจำกัด สามารถเบิกใช้ได้เฉพาะงบประจำตามกรอบงบประมาณปี 2554 เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหานั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเป็นหัวรถจักรหลักในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ” แหล่งข่าว เปิดเผย
แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า ในช่วงที่ยังไม่มีงบประมาณปี 2555 ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 ต้องใช้กรอบงบประมาณปี 2554 เบิกจ่ายในส่วนของงบประจำและงบลงทุนผูกพันไปก่อน ส่วนงบลงทุนใหม่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ต้องรอพิจารณางบประมาณเสร็จเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการตั้งงบประมาณปี 2555 ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากกรอบงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้ 2.25 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาทหรือไม่ อย่างไร ทำให้เม็ดเงินลงทุนในส่วนของภาครัฐยังมีปัญหา
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า การตั้งกรอบงบประมาณปี 2555 คงต้องรอให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เป็นแกนนำของรัฐบาลสรุปรายละเอียดนโยบายหาเสียงที่จะเริ่มทำจริงๆ ออกมาให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว ขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน การยกเว้นการเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ โครงการบ้านหลังแรก 0% เป็นเวลา 4-5 ปี รถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ว่าจะเป็นภาระงบ ประมาณปี 2555 จำนวนเท่าไร
ก่อนหน้านี้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้มอบหมายให้นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาข้อมูลจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เพื่อหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดทำงบประมาณ โดยจัดลำดับความสำคัญของโครงการแต่ละโครงการตามนโยบายของรัฐบาล และต้องพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย







