
พิชัยจ่อเลิกตรึงแอลพีจีขนส่ง
"พิชัย"ส่งสัญญาณเลิกตรึงแอลพีจีขนส่ง-เดินหน้าอุ้มเบนซิน-ดีเซลยกเว้นแก๊สโซฮอล์
"พิชัย"ส่งสัญญาณเลิกตรึงแอลพีจีขนส่ง-เดินหน้าอุ้มเบนซิน-ดีเซลยกเว้นแก๊สโซฮอล์
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าโครงสร้างราคาพลังงานจะต้องมีการทบทวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกรณีของราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ภาคขนส่งในระยะยาวจะต้องยกเลิกการอุดหนุนราคาลงบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บจากผู้ใช้เบนซินและดีเซลมาตรึงราคา ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง โดยในเรื่องนี้จะศึกษาร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อหาทางลดภาระให้กับกองทุนน้ำมันฯในอนาคต
สำหรับการลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซล จะเป็นมาตรการแค่ระยะสั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด แต่จะไม่เข้าไปดำเนินการในส่วนของแก๊สโซฮอล์ แม้ว่าจะทำให้มีราคาที่ใกล้เคียงกับน้ำมันกลุ่มเบนซินภายหลังมีการปรับลดเงินกองทุนน้ำมันฯแล้วก็ตาม เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดความยุ่งยากในภายหลังเมื่อมาตรการสิ้นสุดแล้ว
"รัฐบาลได้ประกาศไว้แล้วจะลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลให้ก็ต้องทำตาม ส่วนที่ผู้ค้าน้ำมันกังวลจะกระทบกับยอดขายแก๊สโซฮอล์นั้น เป็นเรื่องระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ถึง 6 เดือนก็ได้ แต่ควรมองว่าปัจจุบันกลุ่มคนที่ใช้เบนซิน91เป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ ที่มีรายได้น้อย ขณะนี้มีอยู่จำนวน 17 ล้านคัน เชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระรายจ่ายให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ โดยการลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯจะทำให้รายได้หายไป ทางภาครัฐจะชดเชยด้วยการหาเงินกู้มาดูแลต่อไป"นายพิชัยกล่าว
สำหรับนโยบายการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5.80 บาท/ลิตร ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนก.ย. นี้ ได้หารือกับกระทรวงการคลังในเบื้องต้น เดิมมีแนวคิดจะขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปถึงเดือนธ.ค. แต่เท่าที่ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลง หากปรับภาษีน้ำมันฯในช่วงนี้จะมีผลกระทบไม่มาก โดยหลังจากนี้จะมาพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งการปรับภาษีน้ำมันฯคงเป็นลักษณะทยอยปรับขึ้น ไม่ใช่ปรับทั้งหมดในครั้งเดียว
นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) โดยเฉพาะกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในไทย เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย โดยยกกรณีตัวอย่างของเหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ แผ่นดินไหว ความประมาทของเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าและ โรงไฟฟ้าเก่า ดังนั้นคงต้องอาศัยเวลาในการพิจารณา และติดตามเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย







