posttoday
ซีโฟร์-M79 บอมบ์หุ้นไทย...ซึมยาว

ซีโฟร์-M79 บอมบ์หุ้นไทย...ซึมยาว

16 กุมภาพันธ์ 2553

ยิ่งใกล้วันที่ศาลฎีกานัดฟังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 7.6 หมื่นล้านบาท สถานการณ์การเมืองทวีความร้อนแรงอย่างที่กังวลกัน และกดดันตลาดหุ้นชัดเจนยิ่งขึ้น

ปฐมบทของความรุนแรงเกิดกรณีบอกรักศาลฎีกาด้วยระเบิดซีโฟร์ พ่วงด้วยการยิง M79 ตกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ลากให้ดัชนีหุ้นวันที่ 15 ก.พ. ลงหลุม 8.94 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 689.09 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเบาบางที่สุดนับตั้งแต่ปีเสือดุที่ 7,617 ล้านบาท

นักลงทุนต่างชาติยังทิ้งหนัก 539 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 25.38% ของมูลค่าขายทั้งตลาด แม้ว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านหลายแห่ง เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี และมาเลเชีย ยังหยุดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีนและบางแห่งจะยังหยุดต่อเนื่องอีก 23 วัน จึงเป็นเหตุให้ภาวะหมีกำลังมาเยือนหุ้นไทย

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบุว่า การวางระเบิดซีโฟร์และการยิง M79 ถือเป็นจุดบ่งบอกว่าเหตุความรุนแรงทางการเมืองได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และสร้างความตระหนกให้แก่นักลงทุน แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดจะคาดการณ์อยู่แล้วว่าการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะใกล้วันตัดสินคดีก็ตาม

ฝ่ายวิจัยของบล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าตลาดหุ้นในช่วง 2 สัปดาห์หลังของเดือนก.พ. มีความเสี่ยงสูง จึงอยากแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน และปรับคำแนะนำให้หันมาถือครองเงินสดมากขึ้นเป็น 50% จากก่อนหน้าให้ลงทุนหุ้นในสัดส่วน 6070%

“หากดัชนีลงมามาก ก็แนะนำให้ทยอยซื้อโดยมีแนวรับระดับ 680685 จุด หรือซื้อขายที่พี/อี 12 เท่า เพราะหากการเมืองไม่รุนแรงมากจนเป็นความเสี่ยงของประเทศ โอกาสดีๆ ในการลงทุนก็ยังมีอยู่ เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะโตไม่น้อยกว่า 3% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเป็นบวกไม่น้อยกว่า 13% ซึ่งเหมาะกับการลงทุนระยะยาว”

ด้านรัชนก ด่านดำรงรักษ์ นักกลยุทธ์การตลาดบุคคล บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นช่วงนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเมืองเป็นจุดวัดใจสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน แต่ประเมินว่าดัชนีที่ระดับ 670 จุดน่าจะรับอยู่

ทั้งนี้ ธนชาตอ้างอิง 5 เหตุการณ์อดีตในระหว่างปี 25492552 ซึ่งเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าดัชนีลงแรงเฉลี่ย 3.8% ดังนั้น หากใช้ราคาปิดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2553 ที่ดัชนี 698 จุด เป็นฐานอาจจะเห็นว่ารอบนี้ดัชนีมีโอกาสที่จะลดลงได้อีก 26 จุด โดยลงมาอยู่ที่ 672 จุด ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนคือแนะให้ขายก่อนและมารอซื้อที่แนวรับ ส่วนนักลงทุนระยะยาวหากไม่หวั่นไหวกับการเมืองก็ให้ถือต่อ เพราะคาดว่าสิ้นปีดัชนีน่าจะอยู่ที่ 820 จุด

มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 900 จุด รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะหนุนให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และคาดว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่อยู่บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจโลกไม่เลวร้ายเกินไป และสถานการณ์ในประเทศไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงการเมืองร้อนแรงนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะให้เน้นลงทุนหุ้นปันผลดี หลีกหนีหุ้นที่อ่อนไหวจากการเมือง เช่น หุ้นโรงแรมและการบิน

ด้านบล.ทิสโก้ แนะนำพอร์ตลงทุนทยอยซื้อสะสม ในวันที่ 2226 ก.พ.นี้ ที่ 666 จุด ถือรอขายวันที่ 1519 มี.ค. ที่ 730 จุด ส่วนหนึ่งเป็นการดีดตัวตามการประกาศจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน

แหล่งข่าวจากบล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) เปิดเผยถึงการบริหารพอร์ตลงทุนของบริษัทว่าตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นโดยลดการลงทุนแบบระยะสั้นลงเหลือ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด และที่เหลือจะเป็นการลงทุนในระยะกลางและยาว โดยจะปรับมุมมองอีกครั้งประมาณต้นหรือกลางเดือนมี.ค. เพราะเห็นว่าต่อให้คดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีจบลง ความขัดแย้งไม่ได้จบตาม

“เราลดการถือหุ้นข้ามคืนรวมถึงการซื้อขายระหว่างวันด้วย และเชื่อว่ากองทุนทั้งในและต่างประเทศต่างทำแบบนี้หมด รวมถึงผู้ลงทุนรายย่อยด้วย” แหล่งข่าวเปิดเผย

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นบนหนทางประชาธิปไตยถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่หากเกิดเหตุลุกลามเป็นสิ่งที่คนไทยต่างชาติรับไม่ได้และภาวนาไม่ให้เกิดขึ้น เพราะจะทำให้ประเทศชาติบอบช้ำอย่างมาก

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย