
1.7 หมื่นล้านบาทฟื้นชีพ จีเอ็ม ประเทศไทย สุดมั่น....ขอโต 3 เท่าภายใน 3 ปี!!!
...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ในที่สุด เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย หรือจีเอ็ม ก็หาทางออกให้กับธุรกิจที่ค้างคามานานนับปี หลังเกิดปัญหาวิกฤตทางการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา และพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการต่างๆ ที่ค้างคามาจากอดีต
ผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจีเอ็มในครั้งนี้ก็คือ ธนาคารในประเทศไทย 3 แห่ง ที่ร่วมกันให้กู้ระยะยาว 7 ปีกับทางจีเอ็ม ด้วยวงเงินมูลค่าสูงถึง 1.35 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 409 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์สคอมปานี ยังใจป้ำควักเงินสนับสนุนให้อีก 3,890 ล้านบาท หรือประมาณ 118 ล้านเหรียญสหรัฐ
นั่นก็หมายความว่า เงินหน้าตักที่จีเอ็มมีและพร้อมที่จะใช้เดินหน้าโครงการต่างๆ ต่อไปมีมูลค่าถึงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 530 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่จีเอ็ม ประเทศไทย เคยเอ่ยปากอยากได้เสียอีก
การประกาศสัญญาสนับสนุนด้านการเงินในวันนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากผ่านพ้นช่วงชะลอตัวอย่างรุนแรงมาแล้ว ขณะที่จีเอ็ม ประเทศไทย ก็ได้รับสัญญาณที่ดีในตลาดส่งออกตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ที่ผ่านมา พร้อมกับมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2553 รวมไปถึงมีทิศทางที่จะเติบโตต่อไปได้ในอนาคต
ทิม ลี ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส อินเตอร์เนชันแนล โอเปอเรชันส์ บอกว่า จีเอ็มเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เห็นได้จาก 10 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัทก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย สวนทางกับการยกเลิกการลงทุนของผู้ประกอบการรายอื่น แสดงให้เห็นถึงแผนดำเนินงานในระยะยาวและความมุ่งมั่นของจีเอ็ม
นอกจากนี้ จีเอ็มยังแสดงความมุ่งมั่นอีกครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยการประกาศแผนการสร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์แห่งใหม่ที่ระยอง และแผนการสร้างรถปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการขยายธุรกิจของจีเอ็มให้ยิ่งใหญ่ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ในขณะเดียวกันเรายังเล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างแบรนด์รถยนต์เชฟโรเลตให้แข็งแกร่งไปทั่วโลก โดยอาศัยประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
ลี บอกว่า การช่วยเหลือจากธนาคารในประเทศไทยในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน เพิ่มเสถียรภาพของจีเอ็มใหม่ และแผนการของบริษัทที่จะขยายธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนด้วยการสานต่อโครงการสำคัญของบริษัทที่จ.ระยอง ในอนาคตอันใกล้
“
จีเอ็มได้ประสบกับอุปสรรคอันท้าทายเหมือนที่ประเทศไทยได้เผชิญ อันเป็นผลพวงมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปทั่วโลกในช่วงปี 2551 ทุกวันนี้มาตรการแก้ปัญหาได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐและทั่วโลก ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”ขณะที่ สตีฟ คาร์ไลส์ ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และบริษัทเชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) บอกว่า การลงนามสัญญาสนับสนุนเงินทุนในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของจีเอ็ม ประเทศไทย ที่สามารถหาแหล่งเงินทุนภายในประเทศด้วยตนเอง พร้อมประสานความสัมพันธ์อันดีกับ 3 สถาบันการเงินที่แข็งแกร่งและมีความสำคัญมากที่สุดของประเทศไทย
ทั้งนี้ เงินสนับสนุนที่ได้มาจะถูกนำมาใช้กับโครงการสำคัญ 2 โครงการที่ศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็มที่จ.ระยอง ซึ่งได้หยุดการดำเนินการไว้ชั่วคราวในระหว่างเตรียมการรับการสนับสนุนทางการเงินครั้งนี้ โดยโครงการแรกคือโครงการผลิตรถปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ และรถยนต์อเนกประสงค์แชสซีรถปิกอัพรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญเพื่อการส่งออกสู่ตลาดอาเซียน และในอีกหลายภูมิภาคทั่วโลก
นอกจากนี้ เงินทุนสนับสนุนจะถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะตั้งอยู่เคียงข้างกับศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็มที่ระยอง โดยจะมีกำลังการผลิตต่อปีจำนวน 1.06 แสนเครื่อง ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้จะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนให้แก่ยานยนต์หลากหลายรุ่นที่กำลังจะวางจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและในอีกหลายประเทศ
“
ทั้งสองโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึงกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะนำมาใช้ในโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซล 150 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำมาใช้ในการพัฒนารถรุ่นใหม่ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าในไตรมาส 3 ของปี 2554 จะสามารถเริ่มต้นการผลิตทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและรถรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำตลาดได้”คาร์ไลส์ บอกว่า ความสำเร็จของจีเอ็มก็คือความสำเร็จของประเทศไทย ซึ่งการลงทุนครั้งใหม่ของเราจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในประเทศ และขณะที่เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมปานี กำลังก้าวไปข้างหน้า เพื่อคืนสู่ความสำเร็จดังเช่นในอดีต จีเอ็ม ประเทศไทย ก็กำลังเสริมสร้างความเข้มแข็งสู่การเป็นดีทรอยต์แห่งภูมิภาคตะวันออก ด้วยการลงทุนใหม่ของเราในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง จีเอ็ม ประเทศไทย และสถาบันการเงินทั้งสามสถาบันจะยังยืนคงอยู่ตลอดไป และมั่นใจว่าวัฒนธรรมใหม่และผลประกอบการขององค์กรจะทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรใหม่ทางธุรกิจของเรา ขณะเดียวกัน จีเอ็มจะยึดถือความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ พร้อมด้วยการดำเนินงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้ขับรถยนต์และรถปิกอัพที่มีคุณภาพดีที่สุด สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลตอบแทนที่ทำให้เรากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในอนาคต
นายใหญ่จีเอ็ม ประเทศไทย ตั้งเป้าหมายอันท้าทายสำหรับตัวเองในเรื่องยอดการจำหน่าย โดยประเมินว่า ในปี 2553 จีเอ็ม ประเทศไทย จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 34% จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 2.8% และตั้งเป้าหมายว่าหลังจากที่มีการเปิดไลน์รถปิกอัพใหม่ จะทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวจากในปัจจุบัน หรือคิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 10% ขึ้นไป
“
แผนงานของจีเอ็มในวันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปจากการประกาศเปิดโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เรายังยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเราเชื่อว่าแผนงานที่เราวางไว้จะทำให้จีเอ็ม ประเทศไทย มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเงินทุนที่เราได้มาจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่เราบอกเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวภายใน 1224 เดือนจากนี้แต่อย่างใด”และทั้งหมดนี้คือแผนงานหลักของจีเอ็มที่จะต้องเร่งมือทำให้เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากที่ล้างราไปจากโครงการใหญ่มานานร่วม 2 ปี ซึ่งหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลกว่าจะตัดสินได้ว่า จีเอ็ม ประเทศไทย จะประสบความสำเร็จ และกลับมาสู่ทิศทางการแข่งขันที่ควรจะเป็นได้หรือไม่
ระยะเวลาและผลงานเท่านั้น จะเป็นคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้!!!







