
บลจ.กรุงศรีเตือนระวังทองดิ่ง
ตลาดฟิวเจอร์สจ้องเพิ่มประกันฉุดราคาร่วง50-100เหรียญ
ตลาดฟิวเจอร์สจ้องเพิ่มประกันฉุดราคาร่วง50-100เหรียญ
บลจ.กรุงศรี เตือนระวังช็อกราคาทองดิ่ง ถ้าตลาดฟิวเจอร์สทั่วโลกปรับเพิ่มวางเงินประกัน เชื่อจะได้เห็นใน 2-3 เดือน ส่วนหุ้นไทยคงเป้า 1,200 จุด
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า หากราคาทองคำยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่ตลาดฟิวเจอร์สในตลาดโลกจะปรับเพิ่มระดับเงินวางประกัน สำหรับการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำปรับลดลงประมาณ 50-100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
“มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งตลาดฟิวเจอร์สเคยปรับเงินวางประกันในการซื้อขายซิลเวอร์ฟิวเจอร์สมาแล้วเมื่อราคาปรับเพิ่มขึ้นมากๆ และเชื่อว่าจะทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับลดลงได้ถึงวันละ 5-10%” นายประภาส กล่าว
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,200 จุด แม้ว่าผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่หลายข้อจะเป็นผลดีต่อบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลและการเพิ่มค่าจ้าง แต่หลายนโยบายจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“การเพิ่มค่าจ้างจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างน้อย 2-3% ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลจะทำให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรเพิ่มขึ้นทันทีและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะสามารถนำเงินไปจ่ายคืนหนี้ ลงทุนเพิ่มหรือจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้” นายประภาส กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายประภาส เชื่อว่าระดับเงินเฟ้อในประเทศจะปรับขึ้นไปสูงกว่า 5% และจะเกิดภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงมากกว่า 1 ปี ซึ่งปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นตัวฉุดไม่ให้ดัชนีหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้
นอกจากนี้ นักลงทุนทั่วโลกยังกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่แก้ไขได้ยาก ทำให้ไม่กล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะเห็นได้จากประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องแต่ราคาหุ้นไม่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นายประภาส เชื่อว่า ในปีนี้จะยังไม่เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
“ในอีก 12 ปีข้างหน้า น่าเป็นห่วงปัญหาการว่างงานในสหรัฐอเมริกา เพราะหากอัตราการว่างงานขึ้นไปถึง 9.510% จากปัจจุบันที่ 99.3% จะเป็นสัญญาณการเกิดเศรษฐกิจตกต่ำอีกรอบ ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าจะไปปะทุในช่วงปี 2556” นายประภาส กล่าว
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า หลังจากเปลี่ยนชื่อและปรับภาพลักษณ์องค์กรเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นธนาคารแม่นั้น จะสามารถเพิ่มช่องทางขายผ่านธนาคารได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการมากขึ้นด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เป็น 1.1 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้จาก 9.69 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน
“สำหรับเป้าหมายระยะยาว ทางธนาคารแม่ต้องการให้ บลจ.กรุงศรี มีส่วนแบ่งการตลาดในลำดับที่ 5 ของอุตสาหกรรม หรือมีเอยูเอ็ม 2 แสนล้านบาท จากลำดับที่ 9 ในปัจจุบัน” นายฉัตรพี กล่าว







