
รมว.คลังประเดิมงานเล็งทบทวนกรอบเงินเฟ้อ
รมว.คลัง สั่งหารือธปท.ทบทวนกรอบเงินเฟ้อ ชี้กระทบกำลังซื้อทางเศรษฐกิจ พร้อมแก้ปัญหนี้กองทุนฟื้นฟู แจกใบอนุญาตเปิดแบงก์ใหม่
รมว.คลัง สั่งหารือธปท.ทบทวนกรอบเงินเฟ้อ ชี้กระทบกำลังซื้อทางเศรษฐกิจ พร้อมแก้ปัญหนี้กองทุนฟื้นฟู แจกใบอนุญาตเปิดแบงก์ใหม่
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่าให้ปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เตรียมข้อมูลเศรษฐกิจและการคลัง หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 5 เรื่อง ประกอบด้วย
1.การประเมินภาวะเศรษฐกิจนอกประเทศ จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยให้กระทรวงการคลัง หาแนวทางรับมือและจะสอบถามธปท. ว่าเตรียมนโยบายอะไรไว้รองรับในอนาคต
นอกจากนี้ จะหารือว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ 0.5-3% ต่อปี ว่าเป็นอุปสรรคหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.เป็นผลดีต่อการควบคุมเงินเฟ้อ แต่กระทบกำลังซื้อทางเศรษฐกิจ จึงให้สศค.ศึกษาว่าควรจะปรับเปลี่ยนหรือไม่
2. จะหารือกับธปท. และจัดตั้งคณะกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยมีรมว.คลัง เป็นประธาน และจะเชิญเอกชน เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสภาหอการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจมารับฟังปัญหาด้วย
3.หารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขผลการดำเนินงานขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ธปท.ไม่สามารถชำระคืนได้ หากไม่แก้ไขและแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเงินบาท สูงกว่าดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐ จะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามามาก ธปท.จะมีภาระซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาเพิ่ม ซึ่งนับวันด้อยค่าลงก็จะกลายเป็นงูกินหาง ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นจะต้องเข้าไปดูว่าจะให้แบงก์ชาติมีรายได้ หรือบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร
4. เพิ่มบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการดูแลภาคธุรกิจมากขึ้นโดยกระทรวงการคลังมีแนวคิดเปิดเสรี ให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์รายใหม่ โดยเฉพาะที่มาจากสัญชาติ อาเซียน+3 หรืออินเดีย ที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ ทำซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนได้
และ 5. ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ไม่เป็นภาระภาษีหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะใช้แนวทางของสหรัฐ เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหา ให้อำนาจรัฐบาลสามารถเรียกเก็บเงินพิเศษจากสถาบันการเงินที่ยังมีฐานะการเงินที่ดีมาช่วยเหลือได้ หรือให้สถาบันการเงินออกหุ้นกู้หรือแปลงเป็นหุ้นทุน
นายธีระชัย กล่าวว่า ได้ให้สศค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย รวบรวมข้อมูลมาเสนอภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน และบัตรเครดิตชาวนา เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ในนโยบายที่จะเสนอต่อสภา โดยให้ความเป็นอิสระ และยึดกรอบวินัยทางการเงิน การคลัง แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งกระทรวงการคลังต้องทำหน้าที่ประสานระหว่างความใฝ่ผันทางการเมืองกับการดำเนินการที่มีความเป็นไปได้ทางวิชาการ







