
จับจริงขายหมูเกินราคา
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการตรวจสอบราคาขายปลีกจำหน่ายเนื้อหมูในกรุงเทพฯ
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการตรวจสอบราคาขายปลีกจำหน่ายเนื้อหมูในกรุงเทพฯ
และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. ได้ดำเนินคดีกับผู้ขายเนื้อหมูส่วนไหล่และสะโพกเกินราคากำหนดแล้ว 5 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ค้าหมูในตลาดประชานิเวศน์ 4 ราย จำหน่าย กก. 160-165 บาท ซึ่งได้ส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจประชาชื่นดำเนินคดีแล้ว และอีก 1 ราย เป็นเขียงหมูย่านตลาดวังหิน ส่งให้สถานีตำรวจโชคชัยดำเนินการสอบสวนเช่นกัน หากประชาชนพบเห็นการขายหมูเกินราคาที่กำหนด แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วไปทำการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดให้ร่วมมือกับตำรวจ เพิ่มความเข้มงวดขายปลีกเนื้อหมูส่วนไหล่และสะโพก ผู้ที่ขายเนื้อหมูเกินราคาควบคุม มีโทษปรับ 1 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยได้ทำความเข้าใจกับห้างค้าปลีกและตลาดสดว่า ต้องติดป้ายแสดงราคาเนื้อแต่ละชนิดให้ชัดเจน และราคาต้องไม่เกินเพดานที่กำหนด เพราะกรมคุมเฉพาะเนื้อสะโพกและไหล่เท่านั้น ขณะที่ร้านค้าที่ขายเนื้อหมูปลอดสารซึ่งต้นทุนสูงกว่า กำหนดราคากิโลกรัมละ 180-200 บาท ต้องแสดงใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ให้ชัดเจน
สำหรับสถานการณ์ทั่วประเทศ ได้รับรายงานว่ามีผู้ค้าประมาณ 10% ที่ยังขายเกินราคาที่กำหนด และจากนี้ไปกรมจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกสุ่มตรวจฟาร์มหมูและเขียงหมูตลอด 6 เดือน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ราคาควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ได้คำนวณต้นทุนที่เกิดจากความเป็นจริง ผู้ค้าอาจรู้สึกอึดอัดกับราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศไว้ เพราะบางรายยังซื้อหมูหน้าฟาร์มในราคาสูงอยู่ แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามต้นทุนที่ซื้อมา เพราะถูกควบคุมราคา แต่เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นเทศกาลสารทจีน ราคาหมูจะเริ่มอ่อนตัวลงมา และจะทำควบคู่กับการขอความร่วมมือห้ามส่งออกหมูในระยะนี้น่าจะมีความจำเป็นอยู่ เพราะทำให้ปริมาณหมูในประเทศมีเพียงพอ
เชื่อมั่นบริโภคสูงสุดรอบ 6 ปี
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. 2554 อยู่ที่ระดับ 84.1 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2554 ดัชนีอยู่ที่ 80.4 ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 6 ปี ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2549 ซึ่งเป็นช่วงก่อนยุบสภา และเป็นดัชนีที่สูงเท่ากับช่วงปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
สำหรับดัชนีเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น คาดว่าเป็นผลมาจากประชาชนมีความหวังมากต่อรัฐบาลชุดใหม่และนโยบายใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อและการลงทุนภายใน 6 เดือน และส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 74.4 จาก 72.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตเพิ่มเป็น 90.2 จาก 87.4 ดัชนีเชื่อมั่นโอกาสการทำงานในอนาคตเพิ่มเป็น 74.9 จาก 72.9
ขณะที่ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถคันใหม่เพิ่มเป็น 109.8 จาก 105.4 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่เพิ่มเป็น 87.2 จาก 82.9 สะท้อนว่าประชาชนเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยมีการซื้อสินค้ารคงทนถาวรเพราะมั่นใจในเศรษฐกิจ หรือรายได้ในระยะยาว และดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองปรับตัวเพิ่มเป็น 68.3 จาก 60.8 ทั้งหมดทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นและทั้งปีจะโตได้ 4–5%
ชะลอเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซล ในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่จะทำทันทีหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เนื่องจากเป็นนโยบายที่ช่วยลดวามเดือดร้อนของประชาชนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในตลาดลดลงทันที และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานทดแทน หรือแก๊สโซฮอล์แน่นอน โดยเหตุผลที่เลือกลดการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ในน้ำมัน 3 ชนิดนี้ เนื่องจากดีเซลเป็นน้ำมันที่คนใช้จำนวนมาก ส่วนเบนซิน 95 และ 91 ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
ปัจจุบันน้ำมันเบนซิน 95 มีการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ อยู่ที่ 7.50 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 เก็บที่ 6.70 บาทต่อลิตร และดีเซลเก็บอยู่ที่ 2.80 บาทต่อลิตร โดยคาดว่าจะเริ่มเดือน ก.ย.นี้ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ สูญเสียรายได้ไปประมาณเดือนละ 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แม้จะมีเงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันฯ แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่จะต้องนำมาใช้ในการชดเชยราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เพราะรัฐบาลก็จะพิจารณาแนวทางที่จะนำมาชดเชยรายได้ที่หายไป โดยมี 3 ทางเลือก ได้แก่ การกู้เงิน การออกพันธบัตร และการนำค่าภาคหลวงปิโตรเลียมมาใช้ แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วอาจไม่จำเป็นต้องนำค่าภาคหลวงมาใช้ เนื่องจากเป็นนโยบายระยะสั้น
พร้อมกันนี้ มีผู้ประกอบการค้าส่งน้ำมันที่ได้สิทธิ์ในการจำหน่ายก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ประมาณ 10 รายรวมตัวกันเพื่อเตรียมยื่นหนังสือถึง รมว.พลังงานคนใหม่ ทบทวนประกาศคำสั่งของกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ที่ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมซื้อแอลพีจีจากโรงบรรจุก๊าซของผู้ค้ามาตรา 7 เท่านั้น
ซึ่งอาจไม่เป็นธรรมต่อโรงบรรจุก๊าซและผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ผู้ค้ามาตรา 7 และยังกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะการซื้อจากผู้ค้ามาตรา 7 จะต้องใช้เงินสดเท่านั้น รมว.พลังงานจึงควรมีการทบทวนนโยบายการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม ควรมีการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งระบบ
รมว.ไอซีทีใหม่ ปราบเว็บหมิ่นรื้อ 3จี
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวว่า แนวทางในการทำงานได้กำชับให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงในทุกระดับมีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ในการกำกับดูแลปราบปรามการกระทำผิด พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการหมิ่นสถาบันผ่านเว็บไซต์ต่างๆ โดยจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับกรณี 3จี กระทรวงจะเข้าไปดูแลตรวจสอบอีกครั้ง ว่าที่ผ่านมามีกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่ รวมถึงดูว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงด้วยหรือไม่มากน้อยแค่ไหน หลังจากมีการอภิปรายและมีประชาชนเข้ามาตรวจสอบ และหากถูกต้องเป็นสิ่งที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปยับยั้งโครงการดังกล่าว
สหพัฒน์ตั้งรง.ชายแดนสู้ค่าแรงขึ้น
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ กล่าวว่า ได้เข้าหารือกับภาครัฐ เช่น กระทรวงพาณิชย์และหอการค้าแห่งประเทศไทย แนะให้ภาคเอกชนเตรียมแผนรับมือการปรับค่าจ้างขึ้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน ด้วยการย้ายโรงงานผลิตไปชายแดน ป้องกันการขาดแคลนแรงงาน
ทางสหพัฒน์ยอมรับว่า มีแนวคิดจะย้ายโรงงานผลิตสินค้าไปตามแนวชายแดนเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อาจเป็นส่วนของโรงงานผลิตรองเท้าและกลุ่มผลิตเสื้อผ้าสิ่งทอ เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ต้องใช้แรงงานในการผลิตค่อนข้างมาก หากมีการย้ายฐานการผลิตจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ แทนที่จะต้องนำเข้าแรงงาน แต่การย้ายโรงงานก็ใช้เงินทุนสูง
บินไทยไตรมาส 2 ขาดทุนตรึม
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า ผลประกอบการช่วงไตรมาส 2 บริษัทขาดทุนสุทธิจำนวน 7,874 ล้านบาท เป็นการขาดทุนจากผลการดำเนินงานจำนวน 5,959 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 2,265 ล้านบาท จากรายได้รวม 4.55 หมื่นล้านบาท การขาดทุนดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาน้ำมันเครื่องบินปรับสูงขึ้น 46% ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 5,569 ล้านบาท ประกอบกับเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและในหลายพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ทำรายได้ให้กับบริษัท
นอกจากนี้ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินยูโรได้แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในเรื่องของราคาค่าตั๋วโดยสารของสายการบินพรีเมียมจากประเทศแถบยุโรปและสายการบินต้นทุนต่ำ ทำให้การปรับราคาค่าตั๋วโดยสารไม่สอดคล้องกับต้นทุนการบริหารจัดการ ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังหากสถานการณ์การเมืองปกติ คาดว่าผู้โดยสารจะเดินทางเพิ่มมากขึ้น โดยในเดือน ก.ค. การขนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าเดือน มิ.ย. 25%







