posttoday
อาหารสัตว์จี้สรุปนำเข้าวัตถุดิบ

อาหารสัตว์จี้สรุปนำเข้าวัตถุดิบ

13 สิงหาคม 2554

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ส่งหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ วางนโยบายนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ส่งหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ วางนโยบายนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์

หวั่นซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อนพร้อมศึกษาผลกระทบการลดภาษีกากถั่วเหลืองและสินค้าทดแทนเหลือ 0%

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้ส่งหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายอาหาร เพื่อให้เรียกประชุมกำหนดการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ (ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เม็ดถั่วเหลือง และปลาป่น) สำหรับปี 2554/2555

ทั้งนี้ เพื่อให้ทันขั้นตอนการออกประกาศนำเข้าโดยกรมการค้าต่างประเทศ การได้สิทธิตามอัตราภาษีนำเข้า และขบวนการนำเข้าของภาคเอกชน ที่ควรดำเนินการภายในเดือน ธ.ค. เนื่องจากไม่ต้องการให้ซ้ำรอยการเรียกประชุมที่ล่าช้าในรัฐบาลชุดก่อน จนกระทบต่อการวางแผนงานและราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ขยับสูงขึ้น จนทำให้ราคาอาหารสัตว์ขยับเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ให้ศึกษาการลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง จาก 2% เหลือ 0% ว่าจะมีผลกระทบต่อโรงสกัดอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาเคยขอลดภาษีให้เหลือ 0% แล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ และมีความคิดเห็นถึงผลกระทบที่ไม่ตรงกันอยู่ จึงต้องการศึกษาถึงผลกระทบที่แท้จริงเพื่อเตรียมพร้อมรับการลดภาษี

นอกจากนี้ ยังศึกษาการนำสินค้าทดแทนกากถั่วเหลือง ได้แก่ พืชทดแทนตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง หรือที่มีชื่อเรียกว่า ดีดีจีเอส ซึ่งขณะนี้เสียภาษีนำเข้าสูงอัตรา 9% แต่มีราคาถูกกว่ากากถั่วเหลือง 20% ทำให้หลายบริษัทสนใจนำเข้ามากขึ้น รวมปริมาณการนำเข้า 4-5 แสนตันต่อปี ขณะที่กากถั่วเหลืองนำเข้าปีละ 1 ล้านตัน

“หากสามารถนำเข้าดีดีจีเอสในราคาถูกลง เพื่อทดแทนกากถั่วเหลือง หรือลดการเก็บภาษีให้เหลือ 0% ก็จะเป็นผลดีต่อราคาอาหารสัตว์ในอนาคตไม่ให้สูงขึ้น” นายพรศิลป์ กล่าว

สำหรับการศึกษาดังกล่าว คาดใช้เวลา 3-4 เดือน หากดำเนินได้ทันก็จะเสนอให้รัฐบาลลดภาษีในสินค้าทดแทนด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อต้นทุนเนื้อสัตว์ พร้อมทั้งจะมีการทบทวนราคาอาหารสัตว์อีกครั้งปลายปีนี้ ว่าจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่ แต่แนวโน้มหากต้นทุนวัตถุดิบไม่สูงขึ้นมากนัก ก็จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอาหารสัตว์

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาเนื้อสัตว์ไม่น่าจะลดลงต่ำกว่าปัจจุบัน โดยจะปรับขึ้นอยู่ในระดับ 4-5% เพราะความต้องการของตลาดชะลอตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดหลักอย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องวางแผนการผลิตให้ดี

นอกจากนี้ ยังควรหันมาผลิตป้อนตลาดในประเทศมากขึ้น โดยผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศมากกว่าเน้นผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว ส่วนนโยบายการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทนั้น จะไม่กระทบต่อการผลิต เพราะปัจจุบันจ่ายสูงกว่า 300 บาท และใช้เครื่องจักรมากกว่าแรงงาน  

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ