
คุณกำลังทำอะไร...เมื่อเงินเฟ้อเคาะประตูบ้าน
ไม่ว่า คุณกำลังจะทำอะไรให้รู้ไว้เลยว่านับจากนี้ไป แขกไม่ได้รับเชิญ ที่ชื่อว่า “เงินเฟ้อ”
ไม่ว่า คุณกำลังจะทำอะไรให้รู้ไว้เลยว่านับจากนี้ไป แขกไม่ได้รับเชิญ ที่ชื่อว่า “เงินเฟ้อ”
โดย..สวลี ตันกุลรัตน์
ไม่ว่า คุณกำลังจะทำอะไรให้รู้ไว้เลยว่านับจากนี้ไป แขกไม่ได้รับเชิญ ที่ชื่อว่า “เงินเฟ้อ” จะไม่ใช่แค่โจรกระจอกๆ อีกต่อไป เพราะเงินเฟ้อไม่ได้ทำแค่ลักเล็กขโมยน้อย แต่เงินเฟ้ออาจจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราลดลง เพราะข้าวของแพงขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลแทบทุกประเทศทั่วโลกเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการ “ยัดเงินใส่มือประชาชน”
นักเศรษฐศาสตร์มักจะพูดว่า “เงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อลดลง” และ นักการเงินก็มักจะพูดว่า “เงินเฟ้อจะทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง” (ผลตอบแทนที่แท้จริง = ผลตอบแทนจากการลงทุน เงินเฟ้อ)
แต่ถ้าจะให้ชาวบ้านอย่างเราๆ อธิบายเรื่องเงินเฟ้อ ก็ต้องบอกว่า เงินเฟ้อมันก็คือ “ของแพง” มันก็มักจะแพงขึ้นทุกปีๆ
ถ้าราคาสินค้าที่เคยราคา 100 บาทเมื่อปีที่แล้วเพิ่มเป็น 105 บาทในปีนี้ แสดงว่า เงินเฟ้อ เท่ากับ 5%
เพราะฉะนั้นเมื่อของชิ้นหนึ่งแพงขึ้นจาก 100 บาท เป็น 105 บาท ก็ทำให้เงิน 100 บาทในมือของเราซื้อของชิ้นนั้นไม่ได้อีกแล้ว หรือ ถ้าไม่ก็ซื้อได้แค่บางส่วนไม่เต็มชิ้น หรือ ถ้าอยากซื้อให้เต็มชิ้นก็ต้องยอมเพิ่มเงิน แบบนี้ก็เรียกว่า “เงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อลดลง”
แต่ถ้าเราเปลี่ยนใจแทนที่จะเอาเงิน 100 บาทไปซื้อของ เราเอาเงิน 100 บาท ไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% พอครบปีได้เงินออกมา 105 บาท (เท่ากับเงินเฟ้อพอดี) ก็หอบเงินไปซื้อของก็ยังได้แค่ของชิ้นเดิมที่ราคาเพิ่มเป็น 105 บาท เท่ากับว่า ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนก็เจ๊ากันไป เพราะผลตอบแทนที่แท้จริงเท่ากับ 0 บาท ไม่ใช่ 5 บาทอย่างที่เราเข้าใจ
และอาจจะแย่ไปกว่านั้นถ้าเกิดเงิน 100 บาท ของเราได้ผลตอบแทนแค่ 3 บาท แต่ราคาสินค้าเพิ่มไปเป็น 105 บาท แบบนี้จะเรียกว่า “เงินเฟ้อจะทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ” เพราะนอกจากจะเพิ่มขึ้นมาไม่เท่ากับราคาของที่แพงขึ้นแล้ว ยังต้องควักเนื้ออีก 2 บาท ถึงจะได้ของชิ้นนั้นมา
ดังนั้นตัวเลขผลตอบแทนที่เราเห็นว่า “เป็นบวก” ในความเป็นจริงแล้วอาจจะ “เป็นลบ” ก็ได้ ถ้าตัวเลขที่บวกยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เห็นแบบนี้แล้วต้องรีบหาเครื่องมือป้องกันภัย อย่าปล่อยให้เงินเฟ้อขโมยของของคุณไปได้
หุ้น
หุ้น เป็น เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ เพราะการลงทุนในหุ้น เป็นการลงทุนในบริษัทผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการในระบบเศรษฐกิจ ที่มักจะได้ประโยชน์จากขึ้นราคาสินค้า (ซึ่งเป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อ) และในท้ายที่สุดเราในฐานะผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหนือกว่าเงินเฟ้อ
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้แบบนี้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเลือกหยิบเครื่องมือนี้มาใช้จะต้องเข้าใจกันก่อนว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง”
อันดับถัดมา คือ การคัดเลือกหุ้นที่ดี เพราะไม่ใช่หุ้นทุกตัวจะให้ผลตอบแทนที่ดี และอาจจะไม่ดีพอที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ เพราะฉะนั้นต้องลงมือศึกษาให้ดีเสียก่อน หรือถ้าไม่อยากจะลงมือด้วยตัวเองก็เพียงหันไปหากองทุนหุ้น ที่มีมืออาชีพช่วยดูแล
อสังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์ เป็น เครื่องมือที่ดีอีกอันหนึ่ง เพราะราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นในยามวิกฤต) ไม่ตกขบวนเงินเฟ้อ และหากเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ก็สามารถปรับเพิ่มค่าเช่าได้ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ยังให้ผลตอบแทน 2 ทาง คือ “มูลค่าเพิ่ม” หรือ “กำไรจากการขาย” และ “กระแสเงินสด” ที่ได้รับจากค่าเช่า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องระมัดระวังเรื่อง “สภาพคล่อง” มากที่สุด เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ยาก
แต่สำหรับคนที่เงินลงทุนไม่สูงนัก การเลือกอสังหาริมทรัพย์เป็นอาวุธ ก็อาจจะเป็นอาวุธที่ใหญ่เกินตัว จะลองลดขนาดของอาวุธให้เหลือแค่ “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” น่าจะพอเหมาะ
เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (หลายกองทุน) นอกจากจะให้ผลตอบแทนสูงพอๆ กับหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง กองทุนอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่มีรายได้จากค่าเช่า ยังสามารถปรับเพิ่มค่าเช่าได้ตามเงินเฟ้อเช่นเดียวกับการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ยังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายขายคล่อง (ในทางทฤษฎี) มากกว่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วๆ ไป
ทองคำ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมช่วงนี้ราคาทองคำถึงได้พุ่งพรวดๆ จนน่าตกใจ เพราะนอกจากจะเป็นการลงทุนที่ช่วยให้สบายใจกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาแล้ว ทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี
ทองคำถือเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนที่ดี ทั้งยังมีความ ผันผวนน้อยกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ทำให้ช่วยเพิ่มเสถียรภาพ (ลดความผันผวน) ของผลตอบแทนที่คาดหวังของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญการลงทุนทองคำในสมัยนี้มีความสะดวกสบาย ไม่ต้องหอบเงินเดินไปร้านทองที่เชื่อถือได้ แล้วขนทองคำกลับมาเก็บให้นอนสะดุ้งทั้งคืน เพราะสามารถลงทุนในกองทุนทองคำ และอีทีเอฟทองคำ ที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความชอบ
สินค้าโภคภัณฑ์
ถ้าราคาน้ำมันและราคาอาหาร เป็นที่มาของเงินเฟ้อ แล้วทำไมเราจะไม่เลือกทั้งสองตัวนี้ขึ้นมาเป็นเครื่องมือต่อสู้กับเงินเฟ้อเสียเลย
น้ำมันและอาหาร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก พลังงาน โลหะ ที่ใช้ในอุตสาหกรรม โลหะมีค่า พืชผลการเกษตร และ ปศุสัตว์
หรือจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Hard Commodity เช่น น้ำมัน และทองคำ และ Soft Commodity หรือ Agricultural Commodity เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล โกโก้ กาแฟ และฝ้าย ซึ่งบางครั้งก็จะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นกลุ่มธัญพืช ก็ได้
แต่ไม่ว่า จะแบ่งอย่างไร ในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ จะมีน้ำมันเป็นพระเอกอยู่เสมอ
เมื่อก่อนเราอาจจะไม่มีโอกาสเลือกมากนักสำหรับเครื่องมือประเภทนี้ แต่ในปัจจุบันมีให้เลือกอยู่หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ
มีทั้งที่เป็นการลงทุนในดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง และ การลงทุนในหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ในบางกองทุนแม้จะไม่ได้ประกาศตัวว่า เป็นการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ก็มีสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดอยู่ในพอร์ต เช่น อาจจะระบุว่า เป็นการลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีน้ำมันและทองคำเป็นส่วนหนึ่งในนั้น
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ
เครื่องมือใหม่ล่าสุดของคนไทย ที่แม้ว่า ตอนนี้ล็อตแรกจะขายหมดแล้ว แต่เชื่อได้เลยว่า ถ้ารัฐบาลต้องการเงินงบประมาณจะต้องมีพันธบัตรประเภทนี้ออกมาให้เลือกซื้อกันอีกแน่นอน
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (InflationLinked Bond : ILB) เป็นพันธบัตรรัฐบาลประเภทหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ต่างออกไป คือ “ผลตอบแทน” เพราะแทนที่จะกำหนดดอกเบี้ยเป็นอัตราที่แน่ชัด พันธบัตรประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนที่แปรผันตามเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนจะได้ทั้งเงินต้นครบ 100% บวกกับส่วนชดเชยเงินเฟ้อบนเงินต้น
แต่เรื่องนี้คงไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่ากับต้นเรื่องอย่างสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่อธิบายความแตกต่างของพันธบัตรออมทรัพย์กับพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ ด้วยการลงทุนของ “นายสมบัติ” และ “นายเศรษฐี”
นายสมบัติลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4% ต่อปี จำนวนเงิน 100,000 บาท นายสมบัติจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 2 งวด งวดละเท่ากันเป็นจำนวน 2,000 บาทต่องวดไปจนวันครบกำหนดไถ่ถอน
ขณะที่ นายเศรษฐีลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ อายุ 10 ปี จำนวนเงิน 100,000 บาท นายเศรษฐีจะได้รับดอกเบี้ยคงที่ส่วนหนึ่ง และส่วนชดเชยเงินเฟ้อบนดอกเบี้ยปีละ 2 งวด ซึ่งส่วนชดเชยเงินเฟ้อบนดอกเบี้ยจะคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีเงินเฟ้อ โดย ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน นายเศรษฐีจะได้รับส่วนชดเชยเงินเฟ้อบนเงินต้นพร้อมกับเงินต้นคืน 100% ไม่ว่า ในขณะนั้นเงินเฟ้อจะบวกหรือลบ
เงินเฟ้อที่เป็นตัวอ้างอิงผลตอบแทนของพันธบัตรประเภทนี้ คือ เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เพราะเป็นเงินเฟ้อที่รวมหมวดสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย ทั้งอาหารและพลังงาน
วิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เคยให้ข้อสังเกตก่อนการตัดสินใจลงทุนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อไว้ว่า พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะน่าลงทุนมากกว่าพันธบัตรที่กำหนดดอกเบี้ยคงที่ต่อเมื่ออัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงมีค่ามากกว่าจุดคุ้มทุน
พร้อมกับยกตัวอย่างพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้ออายุคงเหลือ 10 ปี ให้อัตราผลตอบแทนที่ แท้จริงที่ 1% ต่อปี กับพันธบัตรรัฐบาลอายุคงเหลือ 10 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3.70% ต่อปี จุดคุ้มทุนของอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.70%
ดังนั้น หากเงินเฟ้อเฉลี่ยในอนาคตมากกว่า 2.70% ก็จะทำให้พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อได้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรแบบให้ผลตอบแทนคงที่ เพราะจะได้รับส่วนชดเชยเงินเฟ้อที่มากกว่า
แต่ถ้าเงินเฟ้อเฉลี่ยในอนาคตมีค่าน้อยกว่าจุดคุ้มทุน พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อก็จะได้รับผลตอบแทนรวมที่น้อยกว่าพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนคงที่
ไม่ว่า พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะให้ผลตอบแทนมากกว่าเท่าใด สำหรับคนที่เกษียณอายุแล้วต้องใช้รายได้ประจำจากการลงทุนก็ไม่เหมาะที่จะซื้อพันธบัตรประเภทนี้ เพราะในแต่ละปีจะได้ผลตอบแทนค่อนข้างน้อย (รอบที่ผ่านไปได้เพียง 1.2% เท่านั้น)
ไม่รู้ว่า เครื่องมือนี้จะได้รับความนิยมมากแค่ไหน เพราะโดยมากเรามักจะมองไปที่ “ตัวเลขผลตอบแทนที่ชัดเจน” ไม่ต้องเดา ไม่ต้องลุ้นว่าจะได้เท่าไร







