
หนุนขึ้นค่าแรงดันกำลังซื้อผู้บริโภค
ยูโรเปี้ยน ฟู้ด หนุนค่าแรง 300 บาท เพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค ครึ่งปีแรกยอดพุ่ง 20%
ยูโรเปี้ยน ฟู้ด หนุนค่าแรง 300 บาท เพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค ครึ่งปีแรกยอดพุ่ง 20%
นายสมชาย เวชากร ประธานกรรมการ บมจ. ยูโรเปี้ยน ฟู้ด กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน เพราะจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังซื้อรากหญ้าโดยเฉพาะในภาคเกษตรค่อนข้างดี จากการราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นเรื่องของอุปสงค์-อุปทานของตลาด การขึ้นค่าแรงไม่ได้มีผลทำให้สินค้าขึ้นราคา เพราะที่ผ่านมาราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้ว
“การที่บอกว่าถ้าเมืองไทยค่าแรงแพง ธุรกิจจะย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านเป็นการพูดความจริงครึ่งเดียว ทุกวันนี้แรงงานในประเทศคู่แข่งยังสู้ไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับค่าแรง คือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ดียิ่งขึ้น” นายสมชายกล่าว
ผลการดำเนินงานของบริษัทในครึ่งปีแรกมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% สูงสุดในรอบ 8 ปี ด้วยภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้น การเมืองที่มีเสถียรภาพ และกำลังซื้อในกลุ่มรากหญ้าที่ดีขึ้นตามที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้จากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่ ทำให้โรงงานขนาดเล็กปิดตัว ธุรกิจในส่วนรับจ้างผลิตเบเกอรี่ของบริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อรวมยอดขายในส่วนนี้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 30%
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มเบเกอรี่ที่เก็บได้นานของยูโรเปี้ยน ฟู้ด อาทิ แบรนด์ยูโร คัสตาร์ด เค้ก, เอลเซ่ มีส่วนแบ่ง 80% จากตลาดมูลค่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% ของตลาดเบเกอรี่โดยรวม ซึ่งปีนี้บริษัทเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในหมู่ผู้บริโภคผ่านการสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกชั้นนำจากยุโรป และอยู่ระหว่างการเข้าสนับสนุนทีมฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท
ขณะที่งบการตลาดทั้งปีใช้รวม 270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้ประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ในรูปแบบรถเคลื่อนที่ขนาดเล็กเพื่อเจาะร้านค้าย่อยในชุมชน เป็นการพัฒนาช่องการจำหน่ายให้แข็งแรงมากขึ้น รองรับคู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาหลังการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน
นอกจากนี้ ใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนขยายโรงงานในตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น รองรับการขยายตลาดในภูมิภาคนี้หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยอาจเป็นการลงทุนเอง หรือ ซื้อกิจการโรงงานเดิมที่มีอยู่ โดยมีเงินสดเตรียมไว้ 200-300 ล้านบาท ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 15% จากยอดขายรวม 3,100 ล้านบาท







