
‘เอสวีไอ’ชะลอซื้อกิจการยุโรปรอราคาถูก
เอสวีไอดึงแผนซื้อกิจการในยุโรป 3-6 เดือน หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤต แต่มั่นใจรายได้ปีนี้เข้าเป้า 1 หมื่นล้านบาท
เอสวีไอดึงแผนซื้อกิจการในยุโรป 3-6 เดือน หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤต แต่มั่นใจรายได้ปีนี้เข้าเป้า 1 หมื่นล้านบาท
นายพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสวีไอ (SVI) เปิดเผยว่า การที่สหรัฐและยุโรปเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้บริษัทต้องชะลอแผนเข้าซื้อกิจการในยุโรปออกไปประมาณ 36 เดือน เพื่อประเมินผลกระทบที่ชัดเจนก่อนกลับเข้าไปเจรจาอีกครั้ง โดยบริษัทตั้งเป้าซื้อกิจการที่มียอดขายประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีขนาดที่ใกล้เคียงกับ SVI และคาดว่าต้องใช้เงินทุนประมาณ 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ
“มูลค่ากิจการที่เราจะซื้อ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังจากเกิดปัญหากับกรีซและสหรัฐ เราจึงต้องยุติการเจรจาก่อน เพื่อรอดูว่าลูกค้าของเขาหายไปมากน้อยแค่ไหน และปกติการคำนวณราคาซื้อกิจการจะใช้งบการเงินย้อนหลัง 3 ไตรมาส ซึ่งตอนนี้วิกฤตเพิ่งเกิดขึ้น จึงยังมองไม่เห็นมูลค่าที่แท้จริงจากในงบ ถ้าเข้าซื้อตอนนี้อาจจะได้ราคาที่แพงกว่าความเป็นจริง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นยังไม่มีผลต่อยอดขายของบริษัทในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพราะบริษัทเซ็นสัญญากับลูกค้าไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นต้องประเมินอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าอาจได้รับผลกระทบบ้าง เพราะการที่สหรัฐถูกลดอันดับเครดิตทำให้ต้นทุนทางการเงินของลูกค้าสูงขึ้น และลูกค้าอาจหันมาต่อรองราคากับบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเจาะตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากมองว่าจะได้ส่วนต่างกำไร (มาร์จิน) ที่สูงขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายญี่ปุ่นที่ต้องการให้บริษัทที่ทำธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ต่างประเทศ ทำให้โรงงานในญี่ปุ่นบางส่วนย้ายฐานมาที่ไทย ทำให้บริษัทมีโอกาสเปิดตลาดใหม่ได้ โดยคาดว่าภายในปีนี้บริษัทจะได้ลูกค้าจากญี่ปุ่น 1 ราย มียอดคำสั่งซื้อประมาณ 600 ล้านบาท
สำหรับรายได้ครึ่งปีหลังของบริษัทจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยคาดว่าจะทำได้ 175 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากครึ่งปีแรกที่ทำได้ 162 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มีรายได้ทั้งปีรวม 330 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โตขึ้น 30% จากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 3 เป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุดของปี เพราะเป็นช่วงไฮซีซัน นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% ทุกปี และรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ระดับ 9%
นางพิศมัย สายบัว ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน SVI กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่มาก เพราะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 4 ล้านบาท จากจำนวนพนักงานรวมทั้งสิ้น 2,850 คน ขณะที่ต้นทุนแรงงานคิดเป็นเพียง 2.5% ของต้นทุนรวมทั้งหมด







