
สรรพากรรื้อมาตรฐานบัญชีรับมือเปิดประชาคมอาเซียน
กรมสรรพากรรื้อใหญ่มาตรฐานบัญชี รับมือเปิดเสรีประชาคมอาเซียน
กรมสรรพากรรื้อใหญ่มาตรฐานบัญชี รับมือเปิดเสรีประชาคมอาเซียน
นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างการปรับปรุงภาษีสรรพากรให้สอดคล้องกับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) ซึ่งต้องลดภาษีต่างๆ ให้เท่าเทียมกับประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เช่นการปรับนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ได้เตรียมการแล้ว และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ ในขณะเดียวกันต้องทบทวนการปรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
“เดิมการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 5 ปี เนื่องจากไทยมีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลในอัตราสูง ซึ่งหากไทยปรับอัตราภาษีนิติบุคคลเท่าเทียมกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว บีโอไอก็ต้องยกเลิกสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนที่ให้ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 5 ปี ซึ่งขณะนี้กรมสรรพากรได้วิเคราะห์ว่าบริษัทต่างๆ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอจะมีผลกระทบอย่างไร หรือจะหามาตรการอื่นมาสนับสนุนการลงทุนแทน” นางจิตรมณี กล่าว
ในขณะเดียวกันจะมีมาตรการภาษีในเชิงรุกที่จะส่งเสริมการลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทย และไทยไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการลดภาษีซ้ำซ้อน ภาษีที่ส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคและศูนย์กลางการจัดหาสินค้าเพื่อการผลิตระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางวิจัยและส่งเสริมการสร้างนวตกรรมโดยการกำหนดมาตราภาษีเพื่อจูงใจนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ให้เข้ามาทำงานวิจัยในไทย การส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากร เพื่อรองรับการแข่งขันต่างประเทศ รวมถึงมาตราการภาษีส่งเสริมการพัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุน และการออมของประเทศ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการข้อมูลแก่ผู้เสียภาษีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เช่นการปรับปรุงการจัดทำแบบแสดงรายการภาษีอังกฤษการเป็นช่องทางระดับสากลนานาชาติ เพื่อให้บริการ การพัฒนาคุณภาพและความพร้อมด้านภาษาให้ทัดเทียมกับประเทศกลุ่มอาเซียนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน เน้นการพัฒนาเชื่อมโยงข้อมูลในภูมิภาค
นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้มีการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานการบัญชีใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2554 โดยได้มอบหมายให้สำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการบัญชีกับประมวลรัษฎากรในทุกประเด็น
พิจารณาทั้งมาตรฐานการบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับพิจารณาแนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับความแตกต่างดังกล่าว และจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติงาน รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีในขณะเดียวกันกรมได้มีการพัฒนาบุคคลการให้มีความรู้ความเข้าในเกี่ยวกับมาตรฐานบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อนำมาใช้ในการปฎิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ การฝึกอบรวมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีใหม่
นางจิตรมณกล่าวว่า อธิบดีกรมสรรพากรเป็นคณะกรรมการกำกับการประกอบวิชาชีพบัญชี และมีตัวแทนกรมสรรพากรเป็นคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมถ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนด และปรับปรุงมาตรการบัญชี รวมถึงรับฟังความคิดเห็น และปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานการบัญชี ในกรณีที่การปฎิบัติตามมาตรฐานการบัญชีก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ
สำหรับมาตรการปรับเปลี่ยนระบบเป็นมาตรฐานบัญชีใหม่จะช่วยให้เห็นถึงสภาพของบริษัทจดทะเบียนที่แท้จริง ซึ่งผู้ประกอบการบางกลุ่มจะได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนระบบบัญชีใหม่เช่นกัน โดยคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเกษตร และกลุ่มที่มีทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ อาทิ ธุรกิจนำเข้าและส่งออก เพราะการโค้ดราคา ณ วันที่สินค้าเข้ามาในประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นเงินบาททันที แต่ระบบใหม่จะต้องรอให้หมดรอบบัญชี 1 ปีก่อน ถึงจะมีการคำนวณได้ ซึ่งการเปลี่ยนระบบบัญชีใหม่ก็ยังขัดกับระบบของสรรพากรอยู่ที่จะต้องมีการแปลงค่าเป็นสุกุลต่างประเทศเป็นเงินบาททันที ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาหารือในคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนชุดใหญ่
รวมทั้งมาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่(IFRSs) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.54 ที่กำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้อง
การตั้งสำรองเงินเกษียณในแต่ละปี จากเดิมแต่ละบริษัทไม่มีการตั้งสำรองเงินส่วนนี้ รวมทั้งการให้ใบสำคัญแสดงสิทธิแก่พนักงาน (ESOP) ให้กำหนดเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัทจากเดิมไม่มีการบันทึกมาก่อน







