
ฝรั่งทิ้งหุ้นหมื่นล้านบาทฉวยจังหวะเก็บ1050จุด
ฝรั่งจ่อขายหุ้นทำกำไร 1 หมื่นล้านบาท แต่ดัชนีลงอีกไม่มาก ได้ QE3 หนุน ขณะที่รายย่อย-กองทุนรอเก็บ แนวรับ 1050 จุด
ฝรั่งจ่อขายหุ้นทำกำไร 1 หมื่นล้านบาท แต่ดัชนีลงอีกไม่มาก ได้ QE3 หนุน ขณะที่รายย่อย-กองทุนรอเก็บ แนวรับ 1050 จุด
นางสาวมยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กิมเอ็ง(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภายใน 3 วันทำการนี้(5-9 ส.ค.)นักลงทุนต่างชาติอาจเทขายหุ้นไทยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากถึง 13% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นช่วงนี้จึงเริ่มเห็นการขายทำกำไรของต่างชาติ ขณะที่กองทุนต่างประเทศขายหุ้นเพื่อนำเงินไปคืนให้กับผู้ถือหน่วย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงอีกไม่มาก มีแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณ 1050 จุด และจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3(QE3)ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ(FED)จะหารือกันในวันที่ 9 ส.ค.นี้ โดยคาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 2-3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันในประเทศเทขายหุ้นไปแล้วประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 7 พันล้านบาท ทำให้มีเงินสดที่พร้อมกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
"เรายังคงให้เป้าหมายดัชนีปลายปีที่ 1234 จุด ดังนั้นช่วงนี้จึงแนะนำให้ทยอยเก็บหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก สื่อสิ่งพิมพ์ และหลีกเลี่ยงหุ้นส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มรับเหมาฯขนาดใหญ่อย่าง STEC CK และ ITD ควรชะลอลงทุน เนื่องจากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ ITD กับ CK อาจจะต้องเพิ่มทุนก่อนรับงานใหม่ เนื่องจากมี D/E สูงถึง 4 เท่า"นางสาวมยุรี กล่าว
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงจากความตื่นตระหนก(แพนิก เซลล์) จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่จะช่วยหนุนตลาดในระยะสั้น และเชื่อว่าสหรัฐฯมีความจำเป็นต้องออก QE3 เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำลงไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามมองว่าดัชนีอาจปรับตัวลดลงได้อีก แต่คงไม่มาก มีแนวรับที่บริเวณ 1040-1050 จุด ส่วนดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1224 จุด
"หุ้นที่ควรเข้าซื้อคือหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มแบงก์ที่จะได้รับผลดีจากการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็ก 13 โครงการ ซึ่งต้องใช้เงินกู้ในประเทศถึง 6 แสนล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรก และกลุ่มสื่อสารที่จะได้ดีจากกฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงคือหุ้นส่งออก รับเหมาฯ และให้ชะลอลงทุนกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันอ่อนตัวลงต่อเนื่อง"นายเทิดศักดิ์ กล่าว







