
ไทยประหยัดแสนล้านจากFTAนำเข้า-ส่งออก
ไทยใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอส่งออก-นำเข้าช่วยประหยัดภาษีกว่าแสนล้าน ระบุยานยนต์-อาหาร-พลาสติกได้ประโยชน์สูงสุด
ไทยใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอส่งออก-นำเข้าช่วยประหยัดภาษีกว่าแสนล้าน ระบุยานยนต์-อาหาร-พลาสติกได้ประโยชน์สูงสุด
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายในการสัมมนาผลการศึกษา “การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และเครือข่ายการผลิตสินค้าในอาเซียน” ว่า ในปี 2553 ภาคการส่งออกของไทยมีการ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 50.3% สามารถประหยัดภาษีได้ 1 แสนล้านบาท โดยการส่งออกไปอาเซียนประหยัดได้มากที่สุด ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ยานยนต์ อาหาร พลาสติก
ขณะที่ภาคการนำเข้า มีการใช้สิทธิประโยชน์ 49.7% สามารถประหยัดภาษีได้ 5.91 หมื่นล้านบาท โดยการนำเข้าจากอาเซียนประหยัดได้มากที่สุด มีสินค้าที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ยานยนต์ อาหาร และชิ้นส่วนยานยนต์
ทั้งนี้ การที่ไทยได้ประโยชน์เกินครึ่งจากการค้ากับอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงแบบการค้าระหว่างประเทศของไทย และการเกิดเครือข่ายการผลิตในอาเซียนมากขึ้น จากเดิมที่ไทยพึ่งพากลุ่มประเทศจี 3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ซึ่งจากการศึกษาใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายการผลิตในอาเซียน พบว่า ในกลุ่มยานยนต์ และเคมีภัณฑ์/พลาสติก มีการใช้สินค้าขั้นกลางในอาเซียนมากขึ้น ส่วนกลุ่มสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม และอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้น้อยลง
สำหรับอุปสรรคปัญหาสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ คือ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการใช้สิทธิ ขั้นตอนการขอใช้สิทธิยุ่งยาก และอุปสรรคจากเนื้อหาสาระในเอฟทีเอ เช่น สินค้าอยู่นอกรายการลดภาษี สินค้าที่ได้รับสิทธิถูกจำกัดโควตา สินค้าส่งออกได้รับแต้มต่อด้านภาษีศุลกากรไม่จูงใจ เป็นต้น ซึ่งหากสามารถแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการผ่อนคลายกฎแหล่งกำเนิดสินค้าจะทำให้มีการใช้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 10-20% และหากลดภาษีให้เป็น 0% ในทุกรายการสินค้า จะทำให้คนมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นได้ 5%
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องการให้ไทยเร่งการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและอียูให้เร็วขึ้น เพราะมีความจำเป็นมาก แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจอียูจะแย่ แต่อียู หรือกลุ่มประเทศจี 3 ยังคงเป็นแหล่งสินค้าไฮเทคโนโลยี และสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มของไทย โดยภาย 2-3 ปีนี้ น่าจะต้องมีความคืบหน้าและดำเนินการได้แล้ว เพราะไทยจะพึ่งพาตลาดอาเซียนอย่างเดียวไม่ได้
นอกจากนี้ อียูยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสิทธิประโยชน์ การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าให้กับสินค้าที่ส่งมาจากประเทศที่กำลังพัฒนา (จีเอสพี) กับไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้นแล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปก็คือการทำเอฟทีเอร่วมกัน
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทโรงงานทอผ้า กรุงเทพ กล่าวว่า ไทยควรหาทางเข้าร่วมความตกลง Trans-Pacific Strategic Economic Partnership หรือ ทีพีพี มีประเทศสมาชิก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ บรูไน ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย







