
ตีกรอบใช้เงินกองทุนไฟฟ้า2พันล.สนองประโยชน์ชุมชน
อย่างที่รู้กันว่าบทบาทสำคัญของกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า
อย่างที่รู้กันว่าบทบาทสำคัญของกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า
ถูกจัดตั้งขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยระบุว่า มีไว้เพื่อใช้เป็นทุนสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ของตัวเอง
แต่ในอีกด้านคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อลดกระแสการต่อต้านจากชุมชนในการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในอนาคต เพราะอุปสรรคสำคัญของการแจ้งเกิดโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงชนิดใดก็ตาม ก็คือการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ ยิ่งนับวันจะถูกการต่อต้านเพิ่มมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เชื้อเพลิงประเภทชีวมวล หรือพลังงานทดแทน
ปัจจุบันกรอบการทำงานของกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ายังไม่เริ่มเดินเครื่อง ยังอยู่ในขั้นตอนของการสร้างการบริหารงานของกองทุน
ในหลักการ ที่มาของเงินกองทุนจะเก็บจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ทั้งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และช่วงระหว่างการผลิตไฟฟ้า มีอัตราการจัดเก็บตามชนิดของเชื้อ เพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1-2 สตางค์/หน่วย โดยประเมินเบื้องต้นจะสามารถ จัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้ปีละ 2,000 ล้านบาท
นฤภัทร อมรโฆษิต รองเลขาธิการสำนัก งานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า จำเป็นต้องรอบคอบกับการ บริหารเงินกองทุนที่มีมากถึงปีละ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ซึ่งจากจำนวนผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า 180 ราย ครอบคลุม 50 จังหวัด 80 อำเภอ 300 ตำบล 4,000 หมู่บ้าน
ส่งผลให้จะมีกองทุนทั้งหมดจำนวน 161 กองทุน หรือเฉลี่ยจะมีเงินเข้ามารวมแล้วปีละ 2,000 ล้านบาท โดยจะมีการแยกประเภทกองทุนตามเงินที่ได้รับจัดสรร 3 กลุ่ม ได้แก่ กองทุนประเภท ก. มีวงเงินมากกว่าปีละ 50 ล้านบาท มีจำนวน 10 กองทุน กองทุนประเภท ข. มีวงเงินตั้งแต่ 1-50 ล้านบาทต่อปี มีจำนวน 39 กองทุน และกองทุนประเภท ค. มีวงเงินไม่ถึงปีละ 1 ล้านบาท
กองทุนประเภท ก.และ ข. ถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการให้ดี เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ดังนั้นจึงกำหนดให้มีการสรรหาคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า (คพรฟ.) จำนวน 15-35 คน ที่จะเข้ามาบริหารกองทุนขนาดใหญ่ประเภท ก.และ ข. โดยจะมีผู้แทนภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 1 ใน 3
กรณีกองทุนประเภท ก. ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ จะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าตำบล (คพรต.) ขึ้นมาอีกชุด เพื่อร่วมกันกลั่นกรองแผนการใช้เงินอีกด้วย ในขณะที่กองทุนประเภท ค. จะใช้ระบบตัวแทนขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลเข้ามาบริหารการใช้เงินกองทุน
ปัจจุบันเรกูเลเตอร์อยู่ระหว่างการดำเนินการสรรหาคณะกรรมการที่จะเข้ามาบริหารเงินกองทุนแต่ละแห่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะมีขั้นตอนการสรรหาที่ละเอียด โดยเฉพาะการดึงภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยคาดว่าในเดือน ต.ค. 2554 จะสามารถสรุปรายชื่อของคณะกรรมการดังกล่าวได้
ระหว่างนี้ได้ประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความร่วมมือจากนายอำเภอในพื้นที่ต่างๆ ที่มีกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อจัดเวทีประชาคมหมู่บ้านในการสรรหาตัวแทนจากภาคประชาชนจากหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ โดยจะมีการประกาศรับสมัครผู้มีคุณสมบัติเข้ามาเป็นคณะกรรมการของกองทุน และการคัดเลือกผู้แทนในเวทีประชาคมหมู่บ้าน
กรอบการใช้เงินกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับการจัดทำและเสนอแผนยุทธศาสตร์ ตลอดจนแผนการใช้เงินของกองทุนตัวเองที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อนำเสนอต่อเรกูเลเตอร์ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการใช้เงินจะต้องนำไปพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า หรือการจัดทำโครงการใดๆ เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น การส่งเสริมความรู้และการมีส่วนร่วมในชุมชน ตลอดจนเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนด้วย
นฤภัทร กล่าวยอมรับว่า โครงสร้างการ บริหารกองทุนต้องใช้เวลามากในการดำเนินการ เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนแต่ละชุดมีมากถึง 15-35 คน มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก เพราะต้องการดึงภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้การใช้เงินเข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุด เพราะมีบทเรียนเมื่อตอนตั้งกองทุนรอบโรงไฟฟ้าครั้งแรก ที่มีการนำเงินไปใช้ในการดูงานต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แม้จะเป็นการศึกษาในเรื่องของโรงไฟฟ้าต่างประเทศก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือต้องการให้นำเงินไปพัฒนาชุมชน
ขณะเดียวกัน หลักการพิจารณาและอนุมัติเงินกองทุนเพื่อนำไปใช้ เรกูเลเตอร์จะพิจารณาตามความจำเป็นและความเป็นไปได้ของโครงการ รวมทั้งเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และจะมีการประเมินตรวจสอบในภายหลังด้วย ทั้งนี้ต้องการให้เงินกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้าสามารถช่วยให้ชุมชนในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด







