posttoday
อินเดีย : ความก้าวหน้ามาตรการโลกร้อน (ตอน 1)

อินเดีย : ความก้าวหน้ามาตรการโลกร้อน (ตอน 1)

28 กรกฎาคม 2554

แม้อินเดียจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับ 4 ของโลก

แม้อินเดียจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับ 4 ของโลก

โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน 

และมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป โดยมีเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้ประมาณร้อยละ 810 ต่อปี ภายในช่วง 20 ปีข้างหน้า

ภาวะการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้เกิดความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานในการผลิต เช่น พลังงานจากถ่านหิน น้ำมัน เป็นต้น เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของตลาดโลก คาดว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอินเดียจะมีความต้องการปัจจัยพื้นฐานด้านพลังงานจะเพิ่มขึ้นสูง 34 เท่าตัว

ทั้งนี้ พลังงานพื้นฐานดังเช่นถ่านหินและน้ำมัน เป็นวัตถุดิบหลักที่อินเดียใช้ผลิตพลังงานถึงร้อยละ 75 ของการบริโภคพลังงานภายในประเทศ หรือประมาณร้อยละ 70 ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้น ด้วยเหตุนี้ ถ่านหินและน้ำมันจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อินเดียสามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจให้ก้าวไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม ถ่านหินและน้ำมันเป็นจำเลยของโลกในขณะนี้ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น (Anthropogenic Greenhouse Gas) ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตาด้านมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนอยู่ในขณะนี้

อินเดียมีสถิติการปลดก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันอยู่ในอับดับที่ 4 (รองมาจากสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นต้น) ซึ่งมีการคาด ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอินเดียจะเพิ่งขึ้นถึงร้อยละ 47 ในปี 2020

ความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอินเดีย ทั้งจากแรงกดดันจากเวทีการเจรจาโลกร้อนและผลกระทบของสภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นกับคนอินเดียกว่า 1,200 ล้านคนในประเทศ

กรณีของเขตภูมิภาคหิมาลาลัย (Glacier – Fed Himalayan) ซึ่งแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าพันล้านคนในประเทศ จะได้รับผลกระทบหากเกิดการละลายของภูเขาน้ำแข็ง ทั้งปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาด เป็นต้น

ผลของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประชากรอินเดียบริเวณขอบทะเลจำนวนกว่าร้อยล้านคนที่ต้องเผชิญกับการไร้ที่อยู่อาศัย

ซ้ำร้ายผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังกระทบต่อภาคเกษตรกรรมซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนอินเดีย อันเนื่องมาจากภาวะอากาศร้อนจัดทำให้ผลิตต่อไร่ต่ำลง ซึ่งส่งผลภาวะขาดแคลนอาหารที่ตามมาในอนาคต

ปัญหาเหล่านี้สร้างความตระหนักต่อรัฐบาลอินเดีย และได้มีการกำหนดแนวทางในการควบคุมก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ โดยได้กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ (National Action Plan on Climate Change) มาตั้งแต่ปี 2008

ทั้งนี้ ในปี 2010 “มาตรการด้านภาษีในถ่านหิน” ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบด้านงบประมาณแล้ว โดยจะเก็บราคาคาร์บอนเท่ากับ1 เหรียญสหรัฐต่อตัน กับสินค้าที่ผลิตในประเทศและนำเข้าที่ผลิตโดยใช้พลังงานถ่านหิน

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดเป้าหมายของการจัดเก็บรายได้จากภาษีมาใช้เพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (Clean Energy Technologies) รวมทั้งการแก้ปัญหาผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ที่เริ่มมีกระบวนการในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะโลกร้อนแล้ว ตัวอย่างของมาตรการภาษีพลังงานจากถ่านหินนั้น จะสร้างภาระต้นทุนกับผู้ประกอบการของไทยที่ส่งออกไปยังอินเดียอย่างแน่นอน

มาตรการภาษีของอินเดียในครั้งนี้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นมาตรการ Border Carbon Adjustment ที่อินเดียใช้เพื่อการปกป้องสภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาได้เคยมีแนวคิดในการกำหนดมาตรการในกฎหมายพลังงานมาแล้วก่อนหน้านี้

ฉบับหน้ามาตามติดอินเดียกันต่อครับ ในประเด็นที่มาของมาตรการอื่นๆ ที่น่าสนใจ การเจรจาด้านโลกร้อนระหว่างประเทศ รวมถึงทิศทางด้านโลกร้อนของอินเดียในอนาคต ความน่าสนใจก็คือ อินเดียเป็นหนึ่งในลูกพี่ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังรวมกันเจรจาโลกร้อน การปรับตัวของอินเดียย่อมส่งผลต่อทิศทางด้านการควบคุมก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่อาจจะต้องเผชิญกับความเข้มงวดมากขึ้น

การปรับตัวของอินเดียจึงเป็นการส่งสัญญาณให้ประเทศไทยปรับขบวนได้ทันการณ์ครับ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ