
พันธบัตรรัฐบาลไทยจะยังคงเป็น Safe-heaven ของผู้ออมอย่างแท้จริงหรือไม่
เมื่อตอนเราเรียนหนังสือกัน ตำราต่างๆ ที่เกี่ยวกับทฤษฎีทางการเงิน
เมื่อตอนเราเรียนหนังสือกัน ตำราต่างๆ ที่เกี่ยวกับทฤษฎีทางการเงิน
โดย..ชนิกานต์ ลีลาธรรมรัตน์
จะใช้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง แต่จากความหวั่นวิตกต่อวิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็น กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และมีแนวโน้มว่าจะลามไปยังประเทศอิตาลีนั้น รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน ทำให้บางคนรู้สึกว่าตกลงแล้วพันธบัตรรัฐบาลไทยจะถือว่าเป็น Safeheaven ของผู้ออมอย่างแท้จริงหรือเปล่า
เพราะอย่างกรีซเอง (ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย) เศรษฐกิจก็เติบโตดีในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เข้ามาเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปตั้งแต่ 19 มิ.ย. 2543 ซึ่งผลจากการเข้ามาเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ทำให้กรีซจากเดิมซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำได้ง่ายขึ้น โดยการออกพันธบัตรในสกุลเงินยูโร รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ลดต่ำลงอ้างอิงตามกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งนำไปสู่การกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เศรษฐกิจของกรีซจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ระดับหนี้สาธารณะก็มิได้ลดน้อยลง โดยในระยะเวลา 10 ปี หนี้สาธารณะของกรีซเพิ่มขึ้น 1.4 แสนล้านยูโร จากร้อยละ 94 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในปี พ.ศ. 2542 มาอยู่ที่ร้อยละ 111 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP)ทั้งๆ ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยูโรโซน
นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของกรีซจะเติบโต แต่กรีซเองก็ประสบปัญหาต่างๆ มากมายภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และปัญหาคอร์รัปชันของนักการเมือง (ปัญหาคุ้นเคยสำหรับบ้านเรา) ทำให้งบประมาณขาดดุลตลอดเวลา ทั้งที่เศรษฐกิจเติบโต แต่ยอดหนี้ก็เติบโตขึ้นไม่น้อยหน้ากันเลย ก็เหมือนคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้
และแล้วเศรษฐกิจของกรีซเองก็ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน และเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2552 เนื่องจากวิกฤต Subprime ทำให้กรีซเองเริ่มประสบปัญหาในการเข้าสู่แหล่งเงินทุน นอกจากนั้นปัญหาได้ลามไปถึงกระทบภาคธุรกิจต่างๆ ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการและท่องเที่ยว และธุรกิจขนส่งซึ่งถือว่าเป็นภาคธุรกิจหลักของประเทศ โดย 2 ภาคธุรกิจหลักดังกล่าว ก่อให้เกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 30 ของภาคแรงงาน และเมื่ออัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลกระทบลามไปถึงการบริโภคในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องจักรสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซ โดยในช่วงปี 2552 ตั้งแต่เกิดวิกฤต Subprime จนถึงต้นปีนี้ อัตราการว่างงานสูงขึ้นจากร้อยละ 10.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 16.2
ถ้าหันกลับมามองประเทศไทยเอง ณ วันนี้ เรามีรายได้ประมาณร้อยละ 16 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในขณะที่มีรายจ่ายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 19 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) โดยมีโครงสร้าง งบประมาณรายจ่ายประกอบด้วย ส่วนแรกรายจ่ายประจำ ประมาณร้อยละ 80 ได้แก่ เงินเดือนค่าราชการ ค่าน้ำค่าไฟส่วนราชการและอื่นๆ ส่วนที่สองรายจ่ายลงทุน ประมาณร้อยละ 16 ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่วนสุดท้ายเป็นรายจ่ายชำระคืนเงินกู้ ประมาณร้อยละ 4 ซึ่งจากสัดส่วนรายได้และรายจ่ายเราจะเห็นว่าอยู่เฉยๆ รายได้ก็ไม่พอรายจ่ายแล้ว
ถ้าจะลงทุนเพิ่มก็คงต้องกู้เพิ่ม ในขณะที่เรามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 41 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ถึงแม้ว่า ตัวเลขนี้จะไม่สูงนัก แต่ตัวเลขนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างก้าวกระโดดทันที โดยเฉพาะถ้าเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะหดตัว อย่างเช่น ที่กรีซประสบมาแล้ว ทั้งที่เศรษฐกิจของกรีซเองเติบโตขึ้นทุกปีเหนือค่าเฉลี่ยของกลุ่มสหภาพยุโรปแต่หนี้สาธารณะของกรีซในปี 2552 เพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านยูโร จาก 298.7 พันล้านยูโร มาอยู่ที่ 328.6 พันล้านยูโร ในช่วงเวลาแค่ 1 ปี คิดเป็นหนี้สาธารณะร้อยละ 127 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในปี 2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 143 ในปี 2553
ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเกินตัว โครงการต่างๆ ที่ลงทุนไม่เกินผลอย่างเต็มที่ และการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ย่อมจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ และในวันนั้น พันธบัตรรัฐบาลไทยก็อาจจะไม่เป็น Safeheaven ของผู้ออมอย่างแท้จริงได้ ถึงแม้ว่าจะมี IMF มาคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ แต่ถ้าไม่เพียงพอจนต้องประวิงเวลาการชำระ ก็อาจจะเป็น Selective Default เหมือนที่รัฐบาลกรีซกำลังเผชิญอยู่







