posttoday
นโยบายสร้างกำลังซื้อ

นโยบายสร้างกำลังซื้อ

27 กรกฎาคม 2554

ในช่วงเวลาที่กำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทย

ในช่วงเวลาที่กำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทย

โดย..กนกวรรณ บุญประเสริฐ 

หลายคนต่างเฝ้าจับตามองว่า ทิศทางหรือนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมามีหน้าตาเช่นไร คณวัฒน์ วศินสังวร หนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาไขข้อข้องใจในเรื่องนโยบายต่างๆ ที่กำลังจะมีการแถลงต่อสภาในเร็วๆ นี้ว่า...

ขณะนี้ทางพรรคอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการเดินหน้าโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล

กรอบนโยบายระยะสั้นเบื้องต้นที่ต้องทำทันที คือ การแก้ไขปัญหาเรื่องค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง ที่ผ่านมามีการหารือแบบเต็มคณะ โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะมาแล้ว และสั่งการให้ทีมเข้าดูรายการสินค้าควบคุม 41 รายการ และที่ต้องเข้าดูแบบเร่งด่วนทันทีมี 10 รายการ เช่น อาหาร ข้าว น้ำตาลทราย น้ำมัน เป็นต้น

สาเหตุที่ต้องดูแลราคาสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมาการขึ้นราคาสินค้าของกระทรวงการพาณิชย์ไม่มีกระบวนการความคิด ใช้วิธีให้กรมการค้าภายในเรียกพ่อค้ามาหารือเพื่อขอให้ชะลอการขึ้นราคาสินค้าไปก่อน เป็นแค่การขอความร่วมมือกับผู้ผลิต ซึ่งผู้ผลิตอาจช่วยได้ระยะเวลาหนึ่ง แล้วนำไปค้า ลดปริมาณ และนำไปสู่การเก็งกำไรของหายไปจากตลาดเหมือนน้ำมันปาล์ม

นโยบายสร้างกำลังซื้อ

ดังนั้น จึงต้องมียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าแพงในเชิงรุก โดยใช้สูตรของโครงสร้างราคาสินค้าที่เป็นต้นทุนมาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่กระทรวงพาณิชย์ไม่มี

ข้อมูลนี้ คุณโอฬาร ไชยประวัติ ทีมเศรษฐกิจของพรรค รับอาสาเข้ามาดูแลเรื่องการผูกสูตรโครงสร้างต้นทุนของราคาสินค้าเร่งด่วนเหล่านี้แต่ละประเทศไป เพื่อให้มีเครื่องมือในทางวิทยาศาสตร์ว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการขยับราคาสินค้า และควรต้องประกาศสูตรนี้ให้ประชาชนได้รับรู้

เช่น ถ้าในสูตรบอกว่าราคาต้นทุนสินค้าขยับขึ้น 5% ก็จะไปเจรจากับผู้ประกอบการว่าขอให้ขึ้นแค่ 2% ได้หรือไม่ แล้วจึงไปหามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม และไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้วยการขายสินค้าราคาถูก หรือการจ่ายคูปอง ก็ต้องทำแบบวิทยาศาสตร์ ควรมีฐานข้อมูลคนเสียภาษี หรือแม้เป็นคนที่ไม่เสียภาษี แต่ควรมีข้อมูลว่าคนกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถช่วยทุกคนได้ถ้วนหน้า

แต่หลักการคือ ต้องช่วยคนที่อ่อนแอก่อน

นอกจากนี้ จะไปดูเรื่องการลดรายจ่าย มีนโยบายที่หาเสียงไว้ คือ การพักหนี้ครัวเรือนที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า กำหนดนิยามคำว่าหนี้ครัวเรือนว่าครอบคลุมคนกลุ่มไหน เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปดูแล

ผมคาดว่าจะเริ่มจากการแก้หนี้ในระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก่อน

ส่วนคนที่เคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว และยังมีพฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวอีก อาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายรองลงมา ที่จะได้รับการช่วยเหลือ

การสร้างรายได้ คือ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้มนุษย์เงินเดือนและคนใช้แรงงาน เพื่อให้สอดรับกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่า คน 1 คนที่มีครอบครัว มีภรรยา 1 คน มีลูก 1 คน ต้องใช้เงินประมาณวันละ 414 บาท เพื่อดูแลครอบครัวให้อยู่ได้ จึงเป็นที่มาของการเสนอเรื่องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท

หลักการคือ ต้องการช่วยคนที่อ่อนแอสูงและคนที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก่อน นั่นคือ เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน

ขณะเดียวกันรัฐบาลจะชดเชยเรื่องต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยการทยอยลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% ในปัจจุบันให้เหลือ 23% ในปี 2555 และลดเหลือ 20% ในปี 2556

วิธีการที่จะทำก็คือ การปรับค่าจ้างแบบยืดหยุ่นไม่ต้องแบบถ้วนหน้าทันที แต่จะทำในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบค่าครองชีพสูงขึ้น เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ที่พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น ส่วนจังหวัดอื่นก็จะทยอยปรับขึ้น

สิ่งที่รัฐบาลอยากส่งสัญญาณไปยังภาคผลิต ภาคธุรกิจเอกชน คือ ถึงเวลาที่ภาคการผลิตต้องปรับผลิตภาพที่เคยได้ประโยชน์จากค่าจ้างราคาถูกไปสู่ภาคการผลิตที่ไม่พึ่งพิงแรงงานราคาถูกอีกต่อไป จึงเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว

นโยบายนี้พรรคอยากทำให้เร็วที่สุด เพราะถ้ายิ่งทำได้เร็วก็จะสอดรับกับช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ที่เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ และปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรป ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ดังนั้นการสร้างกำลังซื้อในประเทศ หรือการใส่เงินในกระเป๋าประชาชนจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ภาคการผลิตยังเดินหน้าได้ เป็นกันชนให้เศรษฐกิจ พรรคได้มอบหมายให้ คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ประสานงานเรื่องนี้

สำหรับนโยบายการรับจำนำข้าวจะเริ่มในเดือน พ.ย.ธ.ค. หลักคิดของการเปลี่ยนนโยบายจากประกันรายได้เป็นจำนำข้าว เนื่องจากการประกันรายได้ ทำให้ชาวนาไม่ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น ประกันที่ 1 หมื่นบาทต่อตัน แต่ราคาอ้างอิงอยู่ที่ 8,000 บาท ชาวนาขายข้าวได้จริง 7,000 บาท แล้วไปรับเงินชดเชยจากรัฐบาล 2,000 บาท เท่ากับชาวนาขาดทุน 1,000 บาท

นอกจากนี้ ยังทำให้ผลิตภาพของการปลูกข้าวลดลง เพราะชาวนาไม่จำเป็นต้องมีที่ดินก็ได้ เพียงแต่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ไปขอรับส่วนต่างเงินชดเชยจากรัฐบาล

ที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลไม่มีสต๊อกสำรองข้าวของประเทศเวลาที่เกิดภัยธรรมชาติ พืชผลไม่เป็นไปตามฤดูกาล ภายในประเทศอาจไม่มีข้าวไว้บริโภค สาเหตุที่การประกันรายได้ไม่ประสบความสำเร็จ คือ ไม่มีกระบวนการแทรกแซงข้าว และดึงอุปทานออกจากตลาด ทำให้ข้าวราคาตก จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องให้ อคส.และ อ.ต.ก. ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเอง

จะเห็นว่า ขณะนี้กลไกการรับจำนำเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เพราะโรงสีไล่ซื้อข้าวจากเกษตรกร ทำให้ราคาข้าวปรับจาก 7,000 บาทต่อตัน เป็น 8,000 บาท และใกล้ถึง 1 หมื่นบาทต่อตันแล้ว

ผมยอมรับว่าโครงการนี้เคยมีการทุจริต มีช่องโหว่ในการหาประโยชน์ระหว่างคนไม่มีที่นาและชาวนา จึงเป็นขั้นตอนที่กระทรวงพาณิชย์ อคส. และ อ.ต.ก. ต้องหาวิธีการจัดเก็บสต๊อกข้าวให้เป็นระเบียบ มีขั้นตอนวิธีการที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้

“ผมเสนอโดยการดึงเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เช่น เอากล้อง CCTV มาควบคุมการตรวจจับทุจริต ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

สำหรับรูปแบบการรับจำนำที่จะเกิดขึ้นจากนี้ คือ การเอาข้อมูลชาวนาที่เป็นลูกค้ากับ ธ.ก.ส.มาพิจารณา และให้ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ประสงค์จะมีบัตรเครดิตเกษตรกรต้องมาขายข้าวให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อเอาสัญญาขายข้าวมาเป็นหลักประกันในการออกบัตรเครดิตให้เกษตรกร โดยที่ให้วงเงินเพียง 70% ของมูลค่าข้าวที่จะซื้อจากเกษตรกร เป็นการการันตีเรื่องปัญหาหนี้เสีย

จะกำหนดว่า บัตรเครดิตนี้จะใช้ซื้อปัจจัยการผลิตกับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส.เท่านั้น ไม่ใช้บัตรกดเงินสดหรือเอาไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

นโยบายการรับจำนำข้าวนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่มีการรับซื้อข้าวจากโรงสี แต่อาจจะมีการนำข้าวที่ซื้อจากเกษตรกรไปฝากสต๊อกไว้ที่โรงสีในเครือข่ายของ อ.ต.ก. และ อคส.

นโยบายนี้ที่สำคัญ คือ เกษตรกรมั่นใจได้ว่าจะไม่โดนตกเขียว เพราะมีบัตรเครดิตเกษตรกรเป็นการยืนยันเรื่องการขายข้าวให้ธนาคารรัฐและยังได้ราคาสูงขึ้น ไม่ต้องพึ่งพิงเงินนอกระบบ

สำหรับงบประมาณที่จะใช้กำลังประเมินตัวเลขอยู่ แต่คาดว่ายังไม่ใช้งบประมาณทันที เพราะจะใช้เป็นสินเชื่อหมุนเวียนจากธนาคารรัฐได้แก่ ธ.ก.ส. และธนาคารกรุงไทย ที่จะมีการตัดยอดกันทุกปีเมื่อสิ้นงวดการผลิต

ถ้าขาดทุนรัฐบาลจะชดเชย แต่มั่นใจว่าจะขาดทุนน้อย

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย