posttoday
ซีพีส่องทิศทางเศรษฐกิจไทย ผ่านถึงรับบาล'ปู1'

ซีพีส่องทิศทางเศรษฐกิจไทย ผ่านถึงรับบาล'ปู1'

26 กรกฎาคม 2554

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี จัดกิจกรรมผู้บริหารพบสื่อมวลชนเป็นประจำทุกไตรมาส

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี จัดกิจกรรมผู้บริหารพบสื่อมวลชนเป็นประจำทุกไตรมาส

ทว่าในรอบนี้ถือเป็นครั้งแรก ในหัวข้อ “มุมเศรษฐกิจกับซีพี” และยังเป็นครั้งแรกที่มองผ่านมุมเศรษฐกิจประเทศไทย ภายใต้เงาของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ด้วย

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมการบริหารเงินและกรรมการการลงทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือด้านอื่นๆ เช่นเดียวกับทุกประเทศที่เผชิญอยู่ แต่สถานการณ์เฉพาะของเศรษฐกิจประเทศไทยยังขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำหลังเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 เนื่องจากการลงทุนของประเทศยังต่ำมาก และเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มพึ่งพิงการส่งออกสูงขึ้น ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพได้ หากเศรษฐกิจโลกผันผวนรุนแรง

ขณะเดียวกันภาคการผลิตของประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก โดยภาคการเกษตรหดตัวลงในช่วง 30 ปี จาก 20% เหลือเพียง 8% ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ยังใช้แรงงานสูงถึง 43% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งเห็นได้ว่าภาคการเกษตรโดยรวมยังมีประสิทธิภาพต่ำ รวมถึงเศรษฐกิจไทยยังมีจุดอ่อนที่สำคัญหลายประการ อาทิ ต้นทุนระบบการขนส่ง (โลจิสติกส์) สูงมาก โดยอยู่ราว 17% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ

ซีพีส่องทิศทางเศรษฐกิจไทย ผ่านถึงรับบาล'ปู1'

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเร่งรัดลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) อย่างเต็มที่ จากปัจจุบันค่าใช้จ่ายอาร์แอนด์ดีของไทย อยู่ที่ 0.25% ของจีดีพี มีนักวิจัยราว300 คนเศษต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงการกระจายรายได้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง เช่นเดียวกับที่เคยเป็นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

สำหรับสถานการณ์ในช่วงต่อไป เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสและความท้าทายจากหลายด้าน เช่น เอเชียจะเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตที่สำคัญของโลกแทนเศรษฐกิจตะวันตก รวมถึงการรวมตัวของเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเออีซีได้หลายด้าน ทั้งการตลาด การใช้ปัจจัยการผลิตที่ถูกลง ขณะเดียวกันหากไม่เตรียมตัวให้พร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นและรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ซีพีได้เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐาน ด้านชลประทาน การพัฒนาการเกษตร โลจิสติกส์ ฯลฯ เร่งส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา และงานพัฒนาฝีมือแรงงานไทย ใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคเอกชนให้เร่งลงทุน พร้อมให้ความสำคัญกับความต้องการ (ดีมานด์) ในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ด้วยการปรับเพิ่มรายได้ค่าตอบแทนแรงงาน และรายได้ของเกษตรกรให้เหมาะสมพอเพียงกับการดำรงชีพ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ รวมถึงจัดตั้งกองทุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กย่อม (เอสเอ็มอี) และดูแลผู้ประกอบการรายย่อยให้มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังควรมีแผนและมาตรการทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อรองรับ “เออีซี” และปรับปรุงระบบภาษีให้แข่งขันกับภูมิภาคได้ดีขึ้น เพื่อแข่งขันกับภูมิภาคอาเซียน ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ปรับลดอัตราภาษี หรือให้มีการปรับขอบเขตจัดเก็บเฉพาะจากกำไรในประเทศเท่านั้น (ซอร์ส รูล์) แต่ยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลระหว่างบริษัท

พร้อมปรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้สอดคล้อง รวมทั้งปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในสัดส่วน 25% 30% และ 33% เน้นเฉพาะอุตสาหกรรมที่จำเป็นระยะยาว โดยให้การสนับสนุนทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในระดับภูมิภาค (รีจินัล ฮับ)”

“หากเราจะแข่งขันให้ได้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ต้องปรับระบบการจัดเก็บภาษีจากกำไรในประเทศไทย โดยไม่เก็บภาษีกำไรจากต่างประเทศ โดยใช้หลักรายได้หรือกำไรในประเทศ ซึ่งทำให้เงินปันผลในประเทศยกเว้นด้วย เช่นเดียวกับสิงคโปร์อยู่ที่ 15% ฮ่องกง 16% เป็นต้น รวมถึงปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ลดลงตามไปด้วย”ศุภรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ภาครัฐจะต้องมีการลงทุนและใช้จ่ายตามโครงการต่างๆ ที่มากขึ้น แต่เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่จะจัดวงเงินงบประมาณขาดดุลได้ โดยมีหนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไม่น่าเกินระดับสูงที่เคยมีมา แต่จำเป็นต้องมีแผนที่จะผลักดันให้เกิดงบประมาณแบบสมดุล และลดหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยเร็ว

ดังนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงอาจเป็นปัญหาในทางตรงข้าม คือ การใช้จ่ายงบลงทุนอาจล่าช้า โดยที่ความสามารถในการดำเนินโครงการลงทุนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่การใช้จ่ายงบประจำกลับทำได้อย่างรวดเร็ว จึงควรระมัดระวังว่าจะมีการใช้จ่ายสูง โดยไม่มีผลพัฒนาประเทศเท่าที่ควร

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก