
เงินบาทแตะ29.75บาทต่อเหรียญสหรัฐแข็งค่ารับเงินทุนไหลเข้า
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาท (Onshore) เคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาท (Onshore) เคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ซึ่งเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของสกุลเงินเอเชีย แรงซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนแรงขายเงินเหรียญสหรัฐของผู้ส่งออก (หลังเงินบาทแข็งค่าผ่านระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 30.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) และกลุ่มผู้ค้าทองคำ
ทั้งนี้ เงินบาทปรับแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงท้ายสัปดาห์ และเข้าทดสอบระดับ 29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังข่าวการบรรลุแผนความช่วยเหลือกรีซรอบใหม่ของผู้นำยูโรโซน หนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและสกุลเงินในเอเชีย
ในวันศุกร์ (22 ก.ค.) เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29.78 จากระดับ 30.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (25-29 ก.ค. 2554) คาดว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.70-30.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยต้องจับตาความคืบหน้าในประเด็นเรื่องการขยับเพดานหนี้ของสหรัฐ ก่อนเส้นตายวันที่ 2 ส.ค. ตลอดจนการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือน ก.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือน มิ.ย. ดัชนีราคาบ้านเดือน พ.ค. ที่รายงานโดย สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ ตัวเลขจีดีพี (Advance) ประจำไตรมาส 2/2554 รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ด้านการเคลื่อนไหวของเงินยูโรเริ่มฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ โดยต้นสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป เงินยูโรปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่ 1.4440 เหรียญสหรัฐต่อยูโร
เงินยูโรได้รับแรงหนุนสำคัญจากการที่ผู้นำกลุ่มยูโรโซนบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการแก้วิกฤตหนี้ของกรีซ ช่วยลดความกังวลต่อโอกาสการลุกลามของวิกฤตหนี้ไปยังประเทศอื่นๆ และข่าวเชิงบวกของยุโรปดังกล่าวตรงกันข้ามกับในสหรัฐ ซึ่งยังไม่สามารถประนีประนอมการจัดทำแผนงบประมาณและการปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินเยนแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 78.22 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐถูกกดดันจากสัญญาณความขัดแย้งในสภาคองเกรส ในเรื่องของการปรับเพิ่มเพดานหนี้ ก่อนเส้นตายในวันที่ 2 ส.ค.นี้ และการจัดทำแผนลดยอดขาดดุลงบประมาณในระยะ 10 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ตลาดยุโรปในวันศุกร์ที่ 22 ก.ค. อยู่ที่ 1.4411 เทียบกับ 1.4112 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า ส่วนเงินเยนอยู่ที่ระดับ 78.46 จาก 79.08 เยนต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัว โดยธนาคารพาณิชย์มีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 3.15% เทียบกับ 2.90-3.15% ในสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน ปรับตัวอยู่ที่ 3.24972-3.25% เทียบกับ 3.00-3.25% ในสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค. 2554 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3.25% ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.89% ในวันศุกร์ ลดลงจาก 3.92% ในสัปดาห์ก่อนหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวขึ้น ตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางยาวปรับตัวลดลง จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 3.01% ในวันพฤหัสบดี ปรับขึ้นจาก 2.91% ในวันศุกร์ก่อนหน้า แม้ความกังวลที่ว่ากรีซอาจจะต้องปรับโครงสร้างหนี้ จะมีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากการเจรจาในการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐที่ใกล้จะได้ข้อยุติ และการแก้ปัญหาหนี้กรีซมีความคืบหน้า และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาค่อนข้างดี
ด้านดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ปิดที่ระดับ 1,121.04 จุด เพิ่มขึ้น 3.81% โดยนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิ หลังความกังวลเกี่ยวกับหนี้ในยุโรปและการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐคลายตัวลง ท่ามกลางเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ หลังความกังวลเกี่ยวกับหนี้ในยุโรปและการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐเบาบางลง
ในสัปดาห์นี้บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย คาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก จากเงินทุนไหลเข้า และการคาดการณ์เชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/2554 โดยดัชนีน่าจะมีแนวรับที่ 1,096 และ 1,088 จุด และแนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,150 และ 1,172 จุด ตามลำดับ







